ร่วมศึกษาวิวัฒนาการแห่งความเที่ยงตรงของ Grand Seiko บนเวทีเสวนา ‘The Evolution of Precision’ ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026

Date:

พร้อมเจาะลึกกลไกเบื้องหลังความเที่ยงตรง และวิวัฒนาการล่าสุดของ Evolution 9 Collection

นับเป็นเวทีเสวนาที่ดึงดูดให้สาวก Grand Seiko มารวมกันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ สำหรับเวทีเสวนา ‘The Evolution of Precision’ ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน โดยเวทีเสวนาในครั้งนี้ Grand Seiko พาผู้ชมท่องไปในห้วงเวลา 6 ทศวรรษของแบรนด์โดยละเอียด โดยมี Takeshi Sakamoto รองประธาน Grand Seiko Global Division และ Jonathan Bues ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารแบรนด์ ร่วมถ่ายทอดมุมมองด้านการผลิตรอบด้าน และแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาของ Grand Seiko โดยมี TanTan Wang เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

รองประธานแห่ง Grand Seiko และJonathan Bues ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารแบรนด์ เปิดเวทีเสวนาด้วยการพาผู้ชมย้อนทำความรู้จักกับแบรนด์ Grand Seiko อีกครั้ง  แบรนด์เรือนเวลาจากแดนอาทิตย์อุทัยนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1960 ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่โดดเด่น ทั้งในด้านความเที่ยงตรง ความสามารถในการอ่านเวลา ความสบายในการสวมใส่ และความงดงาม โดยผสานเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกาขั้นสูงเข้ากับทักษะของช่างฝีมือและสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ภายใต้ปรัชญา The Nature of Time ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างกาลเวลา ธรรมชาติ และวิถีแห่งการสร้างสรรค์ของญี่ปุ่น

Pursuit of Precision: การแสวงหาความเที่ยงตรงอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นจึงเข้าสู่การถ่ายทอดพันธกิจของแบรนด์ที่มุ่งหน้าแสวงหาความเที่ยงตรงอันเป็นที่สุดเสมอมา โดยมีหัวใจสำคัญที่ทำขับเคลื่อนพันธกิจนี้ก็คือกลไก Spring Drive และ Hi-Beat Mechanical

กลไก Spring Drive  

จุดกำเนิดของ Spring Drive เริ่มต้นจากแนวคิดที่เกิดขึ้นในปี 1977 เมื่อวิศวกร Yoshikazu Akahane ต้องการสร้างนาฬิกาที่รวมคุณสมบัติของนาฬิกาจักรกล ซึ่งใช้พลังงานจากเมนสปริง โดยไม่ต้องพึ่งแบตเตอรี่ เข้ากับความเที่ยงตรงของระบบอิเล็กทรอนิกส์ ความเที่ยงตรงสูงสุดที่กลไกนี้มอบให้เกิดจากการเสริมชุดควบคุมความเร็วแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งประกอบด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า วงจร IC และคริสตัลออสซิลเลเตอร์ โดยการถ่ายโอนพลังงานจากฟันเฟืองอย่างมีประสิทธิภาพและใช้ IC ที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้พลังงานต่ำ ทำให้มีการใช้พลังงานสำรองน้อยกว่านาฬิกากลไกปกติ จึงสามารถมอบความเที่ยงตรงในระดับควอตซ์

แนวคิดดังกล่าวผ่านการพัฒนาเป็นระยะเวลายาวนาน กลไก Spring Drive รุ่นแรกจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 1999 ก่อนที่ทางแบรนด์จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในปี 2004 พร้อมระบบขึ้นลานอัตโนมัติและพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมงกลไก Spring Drive นั้นมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมานับตั้งแต่จุดกำเนิด มาจนถึง Spring Drive U.F.A. – Ultra Fine Accuracy ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานความเที่ยงตรงของ Spring Drive ไปอีกขั้น ด้วยอัตราความคลาดเคลื่อนเพียง ±20 วินาทีต่อปี ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ Grand Seiko ในการพัฒนากลไกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากเมนสปริง

Hi-Beat Mechanical 36000

กลไกที่ทำงานด้วยความถี่สูง ซึ่งช่วยลดความแปรปรวนของอัตราการเดินจากแรงกระแทกภายนอกและการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของนาฬิกา เป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยให้ Grand Seiko บรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งความเที่ยงตรง กลไกนี้มีประวัติความเป็นมาย้อนกลับไปถึงปี 1968 ก่อนจะพัฒนามาสู่เจเนอเรชันปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น คาลิเบอร์ 9S85/9S86 ซึ่งมีพลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง หรือคาลิเบอร์ 9SA5 เปิดตัวในปี 2020 ทำงานด้วยความถี่ 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมพลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง ความเที่ยงตรงและทรงพลังเกิดจาก Dual Impulse Escapement และโครงสร้างชุดเฟืองที่ช่วยให้กลไกบางลง โดยยังรักษาประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของนาฬิกาความถี่สูงเอาไว้ 

Evolution 9 Collection

บนเวทียังได้มีการเผยพัฒนาการครั้งใหม่ของ Evolution 9 Collection ซึ่งทาง Grand Seiko ได้ปรับโฉมรุ่นหลักของคอลเลกชันในปี 2026 รวมทั้งหมด 9 รุ่นด้วยกัน ประกอบด้วย 5 รุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก Spring Drive และ 4 รุ่นที่ใช้กลไก Hi-Beat  36000 การพัฒนาครั้งนี้ยังคงยึดหลักสำคัญของ Evolution 9 Style ทั้งด้านความงาม ความสามารถในการอ่านเวลา และความสบายในการสวมใส่ พร้อมเพิ่มรายละเอียดที่ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนของ ตัวเรือนและสายที่ได้รับการปรับแต่ง ระบบตัวล็อกที่สามารถปรับขนาดได้อย่างละเอียด ตลอดจนการผสาน ประสิทธิภาพของกลไก เข้ากับงานออกแบบที่สะท้อนสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น

ความหมายและความสำคัญของความเที่ยงตรงในบริบทปัจจุบัน

หลังจากได้เรียนรู้พัฒนาการของแบรนด์เรือนเวลาที่มีเป้าหมายมุ่งสู่ความเที่ยงตรงสูงสุดในวันที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นมาตรวัดค่าเวลาที่คนส่วนใหญ่พึ่งพาไปแล้ว TanTan Wang พาสำรวจความหมายของนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบ และความสำคัญของความเที่ยงตรงในวันนี้ไปพร้อมๆ กับสองตัวแทนจากทาง Grand Seiko

โมเดอเรเตอร์เริ่มยิงคำถามเปิดประเด็นว่าด้วย ในปี 2026  ความหมายของ ‘นาฬิกาในอุดมคติ’ ยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งสำหรับผู้ควบคุมทิศทางของแบรนด์อย่าง Sakamoto คำตอบที่ตายตัวสำหรับคำถามนี้อาจจะยังไม่มี เพราะความเป็นไปได้มีทั้งสองด้าน เนื่องจากตลาด เทคโนโลยี และความต้องการของผู้บริโภคล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนั้นนิยามของคำว่า ‘อุดมคติ’ อาจค่อยๆ เปลี่ยนไป แต่ทาง Grand Seikoยังคงยึดมั่นในคุณค่าดั้งเดิมที่ยึดถือเสมอมา นั่นคือความเที่ยงตรง ความสามารถในการอ่านเวลา ความทนทาน และความงดงาม

ด้าน Bues ลงความเห็นว่า เทคโนโลยีใหม่ย่อมทำให้รายละเอียดบางอย่างเปลี่ยนไป แต่หลักคิดของแบรนด์เปรียบเสมือนแนวทางชี้แนะที่มั่นคง และทำหน้าที่นำทาง Grand Seiko มาตลอด 66 ปี   จึงอาจกล่าวได้ว่า ‘Evolution’ ในความหมายของ Grand Seiko ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งสิ่งเดิมเพื่อวิ่งตามสิ่งใหม่ หากเป็นการนำหลักคิดเดิมกลับมาตั้งคำถามซ้ำๆ ว่า ภายใต้เทคโนโลยีและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เราจะทำให้สิ่งเหล่านั้นดีขึ้นได้อย่างไรมากกว่า

การเดินทางสู่เป้าหมายเพื่อความเที่ยงตรงสูงสุดของ Grand Seiko ยังดำเนินไปภายใต้สามแนวทางด้วยกัน ประกอบไปด้วย 9S Mechanical, 9R Spring Drive และ 9F Quartz ทั้งสามมีแนวทางที่แตกต่างแต่ล้วนขับเคลื่อนไปยังเป้าหมายแห่งความเที่ยงตรงเหมือนกัน ความแตกต่างดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วแนวทางทั้งสามสามารถก่อให้เกิดความขัดแย้งได้หรือไม่  ด้าน Sakamoto ไม่คิดว่า ทั้งสามแนวทางไม่ถือเป็นความขัดแย้ง แต่เป็น ‘การเติมเต็มซึ่งกันและกัน’ เพราะความชอบของแต่ละบุคคลก็แตกต่างกันไป บางคนอาจชื่นชอบในกลไกควอตซ์ที่โดดเด่นเรื่องความเที่ยงตรง ในขณะที่บางคนกลับหลงใหลในเสน่ห์ของนาฬิกาจักรกลมากกว่าก็เป็นไป การมุ่งสู่เป้าหมายแห่งความเที่ยงตรงจึงสามารถทำได้หลายรูปแบบ แต่ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายเดียวกัน

คำถามต่อไปที่ต่อยอดจากเส้นทางสู่ความเที่ยงตรงของ Grand Seiko เกิดขึ้นจากข้อสงสัยของ Wang ที่มีอยู่ว่า “ในเมื่อ Spring Drive มีความแม่นยำสูงอยู่แล้ว จะต้องผลักดัน ความเที่ยงตรงต่อไปอีกเพื่ออะไร และเมื่อไรจึงจะถึงจุดที่เพียงพอ” คำตอบของ Bues ยังคงมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเดิมนั่นก็คือ ‘ความเที่ยงตรง’ ที่ทางแบรนด์ยังคงต้องผลักดันประสิทธิภาพของตัวเองให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น ถึงแม้ทางแบรนด์จะมีกลไกเที่ยงตรงสูงอย่าง Spring Drive U.F.A. ที่มีความเที่ยงตรงสูงถึง ±20 วินาทีต่อปี

นอกเหนือจากนั้น Spring Drive U.F.A. ยังถูกออกแบบระบบมาให้เอื้อต่อการเซอร์วิส โดยช่างสามารถปรับความแม่นยำในอนาคตระหว่างการบริการหลังการขายได้ในระดับเศษส่วนของวินาที เพื่อชดเชยการเปลี่ยนแปลงของ quartz oscillator หลังผ่านการใช้งานมานานหลายปี ในปี 2026 เทคโนโลยี U.F.A. ถูกขยายไปสู่ Ushio 300 Diver ผ่าน Caliber 9RB1 ที่นำความเที่ยงตรงระดับ ±20 วินาทีต่อปีเข้าสู่นาฬิกาดำน้ำระดับมืออาชีพ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าทางเทคนิคของ Grand Seiko ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวเลขบนกระดาษเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปปรับใช้กับนาฬิกาหลากหลายรูปแบบ

มาถึงคำถามที่หลายคนนึกสงสัยอยู่ในใจ “ในเมื่อสมาร์ทโฟนก็สามารถบอกเวลาได้เที่ยงตรงอยู่แล้ว ทำไมเราถึงยังต้องการนาฬิกา” Sakamoto เองก็ยอมรับว่า เขาเองก็ดูเวลาจากสมาร์ทโฟนเช่นกัน แต่เครื่องมือชิ้นนี้ไม่สามารถสร้างความผูกพันทางอารมณ์ได้เหมือนอย่างที่นาฬิกาสามารถทำได้

“นาฬิกาบนข้อมือเหมือนเป็นเพื่อนร่วมทางของเรา มันอยู่กับเราทั้งในช่วงเวลาที่ท้าทายและช่วงเวลาแห่งความสุข”

Takeshi Sakamoto – รองประธาน Grand Seiko Global Division

ความรู้สึกนี้สามารถเชื่อมโยงได้กับเอกลักษณ์ของ Spring Drive โดยเฉพาะการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องของเข็มวินาทีที่แฟนๆ Grand Seiko ชื่นชอบ ซึ่งสำหรับเขาเองนี่เป็นนวัตกรรมที่ทำให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็น ‘การไหลของเวลา’ และสัมผัสความสัมพันธ์กับธรรมชาติอันเป็นหัวใจของ Grand Seiko ซึ่ง Wang ผู้เป็นโมเดอเรเตอร์เองก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นดังกล่าว และแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกที่นาฬิกาสามารถมอบให้ได้ อย่างนาฬิกาที่เป็นตัวแทนความทรงจำในวันที่ลูกชายของเขาเกิด ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกที่แก็ดเจ็ตไม่สามารถมอบให้ได้  

ประเด็นต่อมายังแสดงถึงการรับฟังฟีดแบ็คของเหล่าสาวก Grand Seiko ที่มักจะมีเสียงเรียกร้องให้แบรนด์ปรับปรุงตัวนาฬิกาเพื่อให้เหมาะสำหรับการสวมใส่ในทุกๆ วัน และเสียงเรียกร้องนั้นทางแบรนด์ก็ได้ตอบรับผ่านคอลเลกชัน Evolution 9 ซึ่งผู้บริหารอย่าง Sakamoto ก็ยอมรับว่า ทางแบรนด์รับฟังเสียงเรียกร้องของลูกค้าและกลุ่มนักสะสมเสมอ อย่างไรก็ตามการตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวอาจไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วทันใจ เพราะทางแบรนด์ต้องการรักษามาตรฐานของตัวเอง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลลัพธ์ที่ไปถึงข้อมือลูกค้าจะเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจสูงสุด ซึ่งภายในปีนี้ทางแบรนด์ก็พร้อมแล้ว จึงได้ส่งผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาขึ้นใหม่ในหลายๆ องค์ประกอบออกสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น Spring Drive U.F.A. ระบบ micro-adjustment สายที่เพรียวบางลง และวัสดุ Ever-Brilliant Steel

หลังจากกล่าวถึงอารมณ์ความรู้สึกที่วัตถุอย่างนาฬิกาสามารถมอบให้ผู้สวมใส่ได้ Bues ยังได้กล่าวถึงความละเอียดอ่อนของฝีมือมนุษย์ที่ถูกส่งต่อไปในทุกๆ ชิ้นงานของ Grand Seiko พร้อมเผยเรื่องราวส่วนตัวที่ทำให้เขามองเห็นคุณค่าของฝีมือมนุษย์ผู้อยู่เบื้องหลัง ความเที่ยงตรงที่ไม่ได้เกิดได้จากเครื่องจักรกลเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ผู้รังสรรค์

“ผมเคารพในความทุ่มเทของช่างฝีมือ หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Takumi มากขึ้น เพราะสำหรับช่างนาฬิกาหลายคน นี่คือสิ่งที่ทำกันตลอดชีวิต พวกเขาลงทุนชีวิตการทำงานเพื่อฝึกฝนทักษะหนึ่งให้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คนอื่นได้มีความสุขกับนาฬิกาที่พวกเขาสร้างขึ้น”

ก่อนจบการเสวนา โมเดอเรเตอร์ปิดท้ายด้วยคำถามเกี่ยวกับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ตลาดนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อ Grand Seiko บ้าง ซึ่งทางผู้บริหารก็ยอมรับว่า ภูมิภาคนี้คือตลาดที่สำคัญต่อแบรนด์เสมอมา แต่มากกว่าตัวเลขทางธุรกิจ บทสนทนาในกลุ่มนักสะสมยังมอบข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์อย่างยิ่งกับทางแบรนด์ Grand Seiko จึงเชื่อในบทสนทนาระหว่างกลุ่ม watch community ว่ามีความสำคัญต่อการเติบโตของแบรนด์ในภูมิภาคนี้ ส่วน Bues มองว่านักสะสมไทยมีความลุ่มลึกในการศึกษาเรื่องนาฬิกา มีรสนิยมหลากหลาย และมักมีความคิดเป็นอิสระ งานอย่าง Bangkok Watch Week สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่แบ่งปันความหลงใหลในรายละเอียดเล็กๆ ของนาฬิกา และต่อยอดบทสนทนาเกี่ยวกับนาฬิกาต่อไปได้

ก่อนที่ Sakamoto จะสรุปปิดท้ายด้วยเหตุผลที่ Grand Seiko ก็ตั้งใจเข้าร่วมงาน Bangkok Watch Week ในปีนี้ โดยมีเป้าหมายหลักคือการได้รับความไว้วางใจจาก watch community ในไทย และรักษาสายสัมพันธ์ให้ยืนยาว และเปิดพื้นที่ให้นักสะสมและกลุ่มคนที่หลงใหลในเรือนเวลาทุกๆ คนได้เข้าใจ Grand Seiko ในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Cole Pennington พาสำรวจการเดินทางหนึ่งศตวรรษแห่งจิตวิญญาณ Born to Dare ของ Tudor บนเวทีเสวนา A Century of Tudor ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026

เรียนรู้งานช่างฝีมือและสัมผัสประการณ์การลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลา Franck Muller บนเวทีเสวนา ‘The Art of Dial Painting’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026

Share post:

More like this

NORQAIN: เจาะลึกเบื้องหลังแบรนด์นาฬิกาสวิสอิสระที่กล้าท้าทายตลาดในเวทีเสวนานาฬิกา Bangkok Watch Week

บทสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟจากเวทีเสวนา เมื่อแบรนด์อิสระรุ่นใหม่เลือกฉีกกรอบความจำเจด้วยแพสชัน นวัตกรรม และความกล้าที่จะลบภาพจำเดิมๆ ของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส

Bangkok Watch Week ย้อนรอยประวัติ Tourbillon สิ่งประดิษฐ์ที่ Breguet สร้างไว้ให้กับโลกนาฬิกา 

Emmanuel Breguet พาย้อนเวลาไปสำรวจจุดกำเนิดของ Tourbillon สิ่งประดิษฐ์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากวิทยาศาสตร์เมื่อ 225 ปีก่อน และยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของโลกนาฬิกาชั้นสูง เมื่อพูดถึง...

Cole Pennington พาสำรวจการเดินทางหนึ่งศตวรรษแห่งจิตวิญญาณ Born to Dare ของ Tudor บนเวทีเสวนา A Century of Tudor ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026

พาศึกษาวิวัฒนาการของแบรนด์ Tudor ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปีภายในเวลา 1 ชั่วโมง หลายคนอาจคิดว่า นี่คือการนั่งฟังพรีเซนเทชันของแบรนด์ที่เล่าเรื่องตามลำดับขั้นตอนตามขนบ แต่ต้องบอกว่า...

เรียนรู้งานช่างฝีมือและสัมผัสประการณ์การลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลา Franck Muller บนเวทีเสวนา ‘The Art of Dial Painting’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ อาเล็ก-ธีรเดช และ โบว์-เมลดา เข้าร่วมเสวนาและสาธิตบนเวที เรือนเวลาของ Franck Muller นั้นขึ้นชื่อเรื่องความคิดสร้างสรรค์อันบรรเจิดถ่ายทอดผ่านหน้าปัดที่ทำหน้าที่ดุจผืนผ้าใบชั้นดี ทางแบรนด์ยังให้ความสำคัญกับ...