
ปักหมุดเป็นโรงแรมไลฟ์สไตล์ที่มอบประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้นักเดินทางจากงานดีไซน์ท้องถิ่น
โดยปกติแล้วการได้ไปงานเปิดตัวของโรงแรมหรูใจกลางกรุง มักจะมาในรูปแบบยิ่งใหญ่ หรูหรา และเป็นทางการ แต่เมื่อได้รับเชิญไปงานเปิดตัวของโรงแรม Andaz One Bangkok โรงแรมหรูตรงข้ามสวนลุมพินีที่ตั้งอยู่ภายในอาณาเขตเดียวกับพื้นที่โครงการ One Bangkok เราก็คาดว่า คงจะได้พบกับงานเปิดตัว ‘อย่างเป็นทางการ’ แบบที่เคยประสบมา แต่กลับกลายเป็นว่า การมางานเปิดตัวโรงแรมในครั้งนี้ มอบประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าได้เข้าถึงบรรยากาศของพื้นที่แห่งนี้ได้ครบทุกมิติ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
โรงแรมที่สร้างแรงบันดาลใจผ่านมิติอันหลากหลายของเมือง
ก่อนอื่นขอทำความรู้จักกับตัวโรงแรมกันก่อนจะก้าวเข้าสู่งานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในรูปแบบที่ไม่ซ้ำรอยใคร โรงแรม Andaz One Bangkok มีห้องพักและสวีททั้งหมด 244 ห้อง ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Vertical Neighborhood ที่ถ่ายทอดสีสัน เรื่องราว และเสน่ห์ของกรุงเทพมหานครในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร



ไม่เพียงแต่ห้องพักเท่านั้นแต่ยังพรั่งพร้อมด้วยร้านอาหารหลากหลายชาติในบรรยากาศที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น อาหารจีนต้นตำรับในบรรยากาศร่วมสมัยที่ Jǐng หรือเลือกชิลล์ในช่วงเวลาอัลเฟรสโก ณ ระเบียงอันโปร่งสบายที่ Andaz Terrace ไปจนถึงลิ้มรสอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่ Piscari นอกจากนี้ผู้เข้าพักยังสามารถไปนั่งพักผ่อนสบายๆ ณ Andaz Lounge ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ นั้นก็ครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น สระว่ายน้ำอินฟินิตี้กลางแจ้งพร้อมวิวสวนลุมพินี ฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ครบครัน รวมถึงพื้นที่จัดประชุมและอีเวนต์ รองรับทั้งงานขนาดเล็กและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ
สัมผัสย่านวิทยุผ่านประสบการณ์หลากมิติ

หลังจากเดินเข้าประตูงานที่ขึ้นภายในห้องบอลรูมชั้น 3 ของโรงแรม สิ่งแรกที่เราได้เห็นก็คือฉากผ้าโปร่งเบาพิมพ์ลายมัดย้อมเติมสีสันและความพลิ้วไหวให้กับห้องนิทรรศการอย่างเป็นธรรมชาติ และทำให้เรารู้สึกได้ถึงสายลมที่พัดผ่านย่านธุรกิจใจกลางเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่เป็นปอดของย่าน บรรดาผ้าที่แปลงโฉมให้ห้องบอลรูมในโรงแรมหรูดูมีชีวิตเป็นผลงานของแบรนด์ Wood & Mountain ที่ถ่ายทอดลวดลายธรรมชาติต่ด้วยเทคนิคการเพ้นต์มือ ไม่เพียงแต่เป็นงานแฮนด์เมดอันทรงคุณค่า กระบวนการผลิตของแบรนด์ยังเป็นการผลิตแบบ Slow Production ที่ให้ความสำคัญกับชุมชน คุณภาพ และความยั่งยืน มากกว่าที่จะมุ่งผลิตในปริมาณมาก

ด่านต่อไปเป็นการต้อนรับด้วยการแสดงชุด A Choreograph of Time โดย ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ผู้มีชื่อเสียงในวงการละครเวทีและวงการจิตวิทยา การแสดงร่วมสมัยทชุดนี้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากผู้คนที่หล่อหลอมพื้นที่ย่านลุมพินีและถนนวิทยุ โดยไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่าง ‘ผู้แสดง’ และ ‘ผู้ชม’ เพื่อให้ทุกคนได้ซึมซับและกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง เราจึงได้ยืนชื่นชมการเคลื่อนไหวของสามนักแสดงอย่างใกล้ชิดราวกับกำลังยืนอยู่บนเวที แล้วได้มีส่วนร่วมกับการแสดงชุดนี้ไปโดยปริยาย



ต่อมาเราเลี้ยวตามกลิ่นหอมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเชื้อเชิญให้เข้าไปทำความรู้จักในมุม Scent of Place โดย กานดา สายทุ้ม และ สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ที่ทั้งสองร่วมกันเก็บเกี่ยวบรรยากาศของย่านวิทยุ ถ่ายทอดออกมาเป็นกลิ่นที่เก็บความรู้สึกและความทรงจำของย่านนี้ไว้ได้อย่างลุ่มลึก ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นกรีนๆ ที่ทำให้นึกถึงกลิ่นดินและพรรณไม้ในสวนลุมพินี กลิ่นเมทัลและอีเล็กทริกจางๆ ที่อ้างอิงได้กับสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของประเทศไทยบนถนนวิทยุ ไปจนถึงพลังความเป็นเมืองของกรุงเทพฯ ไม่เพียงถ่ายทอดผ่านกลิ่นแต่ยังมีภาพถ่าย และงาน installation art ที่ทำให้ประสบการณ์การดมกลิ่นมีความแปลกใหม่ยิ่งขึ้น


จากนั้นเดินแวะไปลิ้มรสเมี่ยงคำที่นำมาตีความในรูปแบบใหม่ในมุม Shape of Taste โดย ทีม Culinary ของโรงแรม Andaz One Bangkok และ Bonne Casa นำเสนอเมี่ยงคำที่ถูกนำมารังสรรค์ด้วยวัตถุดิบจากชุมชนท้องถิ่น และจัดวางอย่างงดงามราวกับงานศิลปะบนโต๊ะอาหาร ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการบรรจบกันของเมืองและธรรมชาติของย่านลุมพินี


ก่อนจะเดินตามเสียงไปยัง Sound to Be Seen โดย Rhythm of Sati ที่นำเสนอซาวด์สเคปที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ โรงแรม ผ่านเทคนิคการผสมผสานการบันทึกเสียงจากพื้นที่จริงเข้ากับเสียงสังเคราะห์ เพื่อเปิดประสบการณ์การเข้าถึงบรรยากาศและสัมผัสจิตวิญญาณของพื้นที่ ช่วยทำให้เราได้ยินเสียงรอบตัวในย่านแห่งนี้ได้ชัดขึ้น และรู้สึกผูกพันกับพื้นที่มากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก


ท้ายห้องบอลรูมเป็นพื้นที่ตั้งของจอฉายภาพยนตร์ที่ทำให้ห้องดูมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ด้วยงานชุด Feel the Sight โดย Kor Bor Vor Visual Label งานภาพเคลื่อนไหวที่บอกเล่าภูมิทัศน์เมืองและเรื่องราวของย่าน ผ่านเทคนิคแสงและภาพที่เชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเลือนเส้นแบ่งระหว่างโลกจริงและโลกเสมือน ซึ่งในฐานะผู้ชมเรารู้สึกได้ถึงความเร่งรีบของย่านธุรกิจผสานเข้ากับสีเขียวร่มรื่นของแมกไม้ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย


การเฉลิมฉลองยังคงดำเนินต่อไปด้วยจังหวะของเสียงดนตรีอันมีเอกลักษณ์กับการแสดง DJ จาก GYPSHA ที่นำเสนอเสียงดนตรีซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมชนเผ่า และการแสดงดนตรีสดสุดพิเศษจาก NOTEP ที่ทำให้เราเข้าถึงจังหวะที่แวดล้อมโรงแรม Andaz One Bangkok ได้ดียิ่งขึ้น



ปิดท้ายด้วย after party ที่ 23 ณ Piscari รูฟท็อปที่นำบรรยากาศชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนมาสู่เส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ พร้อมต้อนรับผู้มาร่วมเฉลิมฉลองด้วยอาหารและเครื่องดื่มซิกเนเจอร์จาก Piscari และการแสดงดนตรีจาก Riri, James Alyn และ Soulectric Jams ที่ปลุกพลังงานภายในห้องด้วยจังหวะครึกครื้นและเปี่ยมชีวิตชีวา แต่ถ้าไม่ชอบเสียงอึกทึกต้องการมุมสงบไว้นั่งคุยกัน ภายใน Piscari ก็มีมุมส่วนตัวที่เปิดโอกาสให้ได้นั่งชาร์จพลังงานอยู่ในโลกแสนตัวแสนสงบ
เรียกได้ว่า เป็นงานเปิดตัวที่ทำให้ประสาทสัมผัสทุกส่วนได้ซึมซับและทำความรู้จักกับพื้นที่ในทุกมิติ และในขณะที่เรากำลังดื่มด่ำกับประสบการณ์ต่างๆ เราก็ได้ชื่นชมการตกแต่งสไตล์มิดเซนจูรี่ภายในโรงแรม Andaz One Bangkok ไปด้วย โดยที่ไม่รู้สึกว่ากำลังอยู่ในโรงแรมระดับห้าดาว แต่เหมือนกำลังเดินเล่นอยู่ในย่านที่ผูกพันกันมานาน และได้ค้นพบมุมใหม่ๆ ให้เราได้ตื่นเต้นกับพื้นที่ที่คุ้นเคยอีกครั้ง
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Patek Philippe ร่วมกับ TKI เปิดตัวบูติกแห่งใหม่ ณ Gaysorn Village
Timothée Chalamet จับมือ Urban Jürgensen จากผู้ใช้งานจริงสู่พาร์ทเนอร์ฝ่ายสร้างสรรค์
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

