
Louis Vuitton ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นสูงของโรงงาน La Fabrique du Temps Louis Vuitton ของตนอีกครั้งด้วยผลงานที่ทำงานด้วยกลไกออโตมาตาใหม่ล่าสุดในชื่อ Tambour Taiko Arty Automata
หากใครที่ติดตามข่าวคราวของ Louis Vuitton มาอย่างสม่ำเสมอ ก็คงจะคุ้นๆ กับกลไกออโตมาตา ซึ่งปรากฏครั้งแรกในนาฬิการุ่น Carpe Diem ที่คว้ารางวัลประเภท Audacity จากเวที GPHG เมื่อปี 2021 และตามมาด้วย Fiery Heart ที่ออกมาในปี 2023
กลไกออโตมาตาหรือออโตมาตอนนั้นเป็นกลไกแบบหุ่นกล ซึ่งชิ้นส่วนจะเคลื่อนไหวหรือขยับได้เพื่อแสดงกริยาบางอย่าง แม้จะไม่ได้ข้องเกี่ยวกับการบอกเวลา แต่ก็เปี่ยมด้วยความซับซ้อนและท้าทายในการสร้างสรรค์ และยังช่วยเสริมศิลปะการเล่าเรื่องหรือ story telling ของผลงานนั้นๆ


สำหรับ Tambour Taiko Arty Automata ซึ่งเปิดตัวในปี 2026 ก็ยังความเสน่ห์น่าพิศวงเช่นรุ่นก่อนหน้า ทั้งยังโดดเด่นด้วยสีสันซึ่งถ่ายทอดผ่านเทคนิคหัตถศิลป์ชั้นสูง ตัวเรือนไวท์โกลด์ 42 มม.บรรจุกลไกอิเฮาส์ Calibre LFT AU05.01 ซึ่งพัฒนาโดย La Fabrique du Temps Louis Vuitton
องค์ประกอบที่เคลื่อนไหวทั้งหมด 7 ส่วน บนหน้าปัดทำงานสอดประสานกันอย่างประณีต ราวกับการแสดง “mechanical dance” และยังมี tourbillon ที่หมุนอย่างต่อเนื่องครบหนึ่งรอบต่อนาที เพิ่มทั้งมิติของการเคลื่อนไหวและความซับซ้อน
บนหน้าปัด ประกอบด้วยองค์ประกอบขนาดจิ๋วกว่า 20 ชิ้น กระจายอยู่ใน 4 ระดับความสูง สร้างมิติและพื้นผิวที่ลุ่มลึกอย่างน่าทึ่ง การแสดงเวลาชั่วโมงและนาทีโดดเด่นอยู่บนหน้าปัดย่อยที่ใช้โทนสีอบอุ่น รอบ ๆ หน้าปัดมี Monogram Flowers จำนวน 4 ดอก ประดับด้วยเพชรตรงเกสร โดยใช้การไล่เฉดสีแบบกราเดียนต์และโทนสีที่ชวนให้นึกถึงลวดลาย sunburst tie-dye ในยุค 1970s

ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเป็น flying tourbillon ซึ่งช่วยถ่วงสมดุลให้กับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของกลไก โดยสะพานด้านบนของ tourbillon ถูกออกแบบเป็น “สัญลักษณ์สันติภาพ” (peace symbol) ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1958
และต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความเป็นหนึ่งเดียว และเหนือช่องของ tourbillon มีคำว่า “LOVE” เขียนด้วยอีนาเมลสีชมพู ตัวอักษรที่ลื่นไหลสะท้อนถึงความเป็นธรรมชาติและอารมณ์ที่แท้จริงของมนุษย์ในช่วงเวลานั้น
องค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดของหน้าปัดในเรือนนี้จาก Louis Vuitton อยู่ทางฝั่งซ้าย ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดเชิงศิลป์อันน่าทึ่ง ได้แก่ ดวงตาที่มีขนตายาวทำจาก “ขนนกจริง” ริมฝีปากสีแดงเงางาม พร้อมฟันขาวเรียงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ และหัวใจสีชมพูสดที่ถูกหนีบอยู่ระหว่างฟัน
เพียงแค่ผู้สวมใส่กดปุ่ม ณ ตำแหน่ง 8 นาฬิกา กลไก automata ก็จะเริ่มทำงาน ดอก Monogram Flowers ทั้ง 4 ดอกหมุนไปคนละทิศทาง ดวงตาสีฟ้าเคลื่อนไหวช้าๆ กวาดมองไปรอบๆ หัวใจสีชมพูแกว่งไปมาอย่างขี้เล่น ใกล้กับ tourbillon ตัวอักษร “L” ที่ประดับเพชรในคำว่า LOVE จะเคลื่อนออก เผยตัวอักษร “M” ที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง เปลี่ยนข้อความจาก “LOVE” เป็น “MOVE”


ผลงานเรือนนี้ผสานเทคนิคงานฝีมือชั้นสูงหลายแขนง ซึ่งทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วยมือ โดยเฉพาะการลงยาที่เรียกว่า champlevé enamel (ชองป์เลอเว่) ซึ่งเริ่มจากการ “คว้าน” พื้นผิวโลหะให้เป็นร่อง เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับลงอีนาเมล จากนั้นจึงลงสีอีนาเมลทีละชั้นอย่างระมัดระวัง
การเผาในเตาต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ เพราะสีแต่ละชนิดและความทึบแสงต่างกัน โดยสีที่ต้องใช้อุณหภูมิสูงที่สุดจะถูกลงก่อน กระบวนการทั้งหมดนี้ต้องอาศัยทั้งความชำนาญ ความอดทน และความแม่นยำสูง
จุดที่ท้าทายคือ ริมฝีปากเคลือบอีนาเมลซึ่งมีความโค้งนูน ต้องอาศัยการลงอีนาเมลหลายชั้นอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ เพื่อให้ได้รูปทรงที่เรียบเนียน อีกทั้งการได้เฉดสีแดงที่สดและเข้มขนาดนี้ในเทคนิค grand feu enamel ถือเป็นสิ่งที่พบได้ยากมาก ไม่เพียงเท่านั้น การลงยทเฉดสีชมพู และม่วงก็จัดว่าท้าทายเช่นกัน เนื่องจากมีความไวต่ออุณหภูมิสูงในกระบวนการเผา และยังต้องต้องลงหลายชั้นซึ่งส่งผลต่อโทนสีสุดท้าย
โดยรวมแล้ว หน้าปัดเรือนนี้ใช้สีอีนาเมลถึง 23 เฉดสี และต้องใช้เวลากว่า 250 ชั่วโมง ของงานฝีมือระดับสูงในการสร้างสรรค์

นอกจากการลงยาแล้ว ยังประดับด้วยอัญมณีเพิ่มประกาย โดยบนขอบตัวเรือนประดับด้วยทับทิมและแซฟไฟร์เจียระไนทรง บาแก็ตต์ไล่เฉดสีแบบสายรุ้ง ซึ่งสะท้อนโทนสีของอีนาเมลบนหน้าปัด อีกทั้งตัวเรือน Tambour Taiko ยังโดดเด่นด้วยระดับการขัดแต่งที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมขาแบบ openwork ที่ให้ความรู้สึกเหมือนงานประติมากรรม
ผลงานนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่เปรียบได้กับ “โลกแห่งสีรุ้งที่เคลื่อนไหวได้” เต็มไปด้วย Monogram Flowers สีสันสดใส และพลังของ Pop culture ที่หลอมรวมเป็นงานศิลปะบนข้อมืออย่างแท้จริง

