การกลับสู่จุดเริ่มต้น Czapek & Cie Quai des Bergues ‘Sursum Corda’ บทสรุปแห่งความงามและความเรียบง่ายที่ทรงพลัง

Date:

การกลับสู่จุดเริ่มต้น Czapek Quai des Bergues ‘Sursum Corda’ บทสรุปแห่งความสมบูรณ์แบบ

ในโลกที่นาฬิกาแข่งกันด้วยความซับซ้อนและฟังก์ชันมากมาย แบรนด์ Czapek & Cie ได้เลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไป นั่นคือการหวนคืนสู่รากเหง้าของความงามที่บริสุทธิ์และศิลปะแห่งความเรียบง่ายอันลุ่มลึก ซึ่งเป็นปรัชญาที่สืบทอดมาจากผู้ก่อตั้งอย่าง François Czapek ในศตวรรษที่ 19

ในวาระการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ของปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 180 ปีนับตั้งแต่การก่อตั้งโดย François Czapek และครบรอบ 10 ปีของการฟื้นคืนชีพแบรนด์สู่ยุคปัจจุบัน Czapek ได้ประกาศเปิดตัว Quai des Bergues “Sursum Corda” (กวา เด เบิร์ก “เซอร์ซุม คอร์ดา”) เรือนเวลาที่ถูกขนานนามว่าเป็น “บทสรุปอันสมบูรณ์” ของชุดผลงานฉลองครบรอบในปีนี้

ชื่อที่เต็มไปด้วยความหมายและการกลับคืนสู่รากเหง้า

ชื่อคอลเลกชัน Quai des Bergues นั้นตั้งตามชื่อเวิร์คช็อปดั้งเดิมของ François Czapek ในเจนีวา ส่วนคำว่า “Sursum Corda” นั้นมีความหมายเป็นภาษาละตินว่า “จงยกหัวใจของท่านขึ้นเถิด” (Lift up your hearts) ซึ่งเป็นวลีที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา โดย Czapek นำมาตีความใหม่ให้เป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับงานฝีมือสู่ความสมบูรณ์แบบที่เหนือกว่า และการมองโลกในแง่ดีอย่างมีศรัทธา

หลังจากที่แบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิกาคอมพลิเคชันอันซับซ้อนในไลน์ Antarctique ไปแล้วหลายรุ่น การกลับมาที่คอลเลกชันดั้งเดิมอย่าง Quai des Bergues ด้วยรุ่น “Sursum Corda” นี้ จึงเป็นการย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นของ Czapek ในการให้ความสำคัญกับ ความงามที่ไร้กาลเวลา (Timeless Beauty) และความสมดุลที่ลงตัวขององค์ประกอบบนหน้าปัด

หน้าปัดที่เปล่งประกายด้วยงานฝีมือ

เสน่ห์ที่ดึงดูดสายตาที่สุดของรุ่นนี้คือหน้าปัดอันงดงามที่สร้างสรรค์ด้วยเทคนิค Grand Feu Enamel (การเคลือบอีนาเมลด้วยความร้อนสูง) ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและความแม่นยำสูงสุด อีนาเมล Grand Feu ให้ความลึกและความเงางามที่ไม่มีวัสดุใดเทียบได้ ทำให้หน้าปัดเป็นดั่งกระจกที่สะท้อนแสงได้อย่างบริสุทธิ์

องค์ประกอบต่าง ๆ บนหน้าปัดยังคงเอกลักษณ์ของ Czapek ไว้ครบถ้วน ทั้งตัวเลขชั่วโมงสไตล์ Roman numerals ที่ละเอียดอ่อน พร้อมเข็มนาฬิกาที่ได้รับการขัดเงาและชุบทองสีโรสโกลด์อย่างประณีต หน้าปัดย่อยบริเวณ 4:30 น. และ 7:30 น. ยังคงอยู่ โดยหน้าปัดแรกแสดงวินาทีเล็ก และหน้าปัดที่สองแสดงวันและพลังงานสำรอง สะท้อนการจัดวางแบบดั้งเดิมที่ทำให้ Quai des Bergues เป็นที่จดจำตั้งแต่แรกเปิดตัวในปี 2015

หัวใจจักรกลที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

Quai des Bergues “Sursum Corda” ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ Calibre SXH1 ซึ่งเป็นกลไกที่ Czapek พัฒนาและตกแต่งด้วยตัวเอง กลไกนี้ถูกเผยให้เห็นผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความประณีตของการตกแต่งตามแบบฉบับของกลไกชั้นสูง เช่น การขัดลาย Côtes de Genève และการขัดเงาอย่างละเอียด

กลไก SXH1 มีความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์) และมีความน่าทึ่งตรงที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 7 วัน หรือ 168 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเด่นสำคัญของนาฬิกาไขลานชั้นสูง

สำหรับ Quai des Bergues “Sursum Corda” เรือนนั้นเป็นเหมือนการสรุปการเดินทาง 180 ปีของ Czapek ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นเรือนเวลาที่ยืนยันว่าความเรียบง่ายที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยงานฝีมือในระดับสูงสุดนั้น คือนิยามที่แท้จริงของความหรูหราเหนือกาลเวลา

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนโรสโกลด์ 18k 5N ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40.5 มม. ความหนา 11.9 มม. กันน้ำได้ 50 เมตร พร้อมกระจกแซฟไฟร์โค้งเคลือบสารกันสะท้อน
  • หน้าปัด: หน้าปัดผลิตด้วยเทคนิค Grand Feu Enamel สีขาว มีตัวเลขชั่วโมงเป็นแบบ Roman Numerals เข็มนาฬิกาเป็นเหล็กกล้าสีน้ำเงินทรง Fleur-de-Lys และมีข้อความลับ “Sursum Corda” อยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที วินาทีเล็กอยู่ที่ตำแหน่ง 7:30 น. และแสดงพลังงานสำรองพร้อมวันในสัปดาห์อยู่ที่ตำแหน่ง 4:30 น.
  • กลไก: ใช้กลไกไขลานด้วยมือแบบ Proprietary In-house Calibre SXH1 ทำงานด้วยความถี่ 21,600 VpH (3 Hz) และมีพลังงานสำรองที่ยาวนานมากถึง 7 วัน (มากกว่า 168 ชั่วโมง) ด้วยการใช้ตลับลานคู่ (Twin Barrels)
  • สาย: สายหนังจระเข้ (Alligator strap) พร้อมหัวเข็มขัดแบบ Pin Buckle ทำจากโรสโกลด์ 18k

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้
การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

Share post:

More like this

The Sphere Series 5 ผลงานรุ่นล่าสุดจาก Hautlence ที่นำเสนอลูกบอลแกะสลักสีขาวหมุนวนบนแกนสามแกนเพื่อบอกเวลาแบบ Jump Hour

สัมผัสมุมมองใหม่แห่งโลกเรือนเวลาผ่าน Hautlence The Sphere Series 5 งานประติมากรรมกลไกสามมิติบนตัวเรือนไทเทเนียมไร้ขา ที่ผสมผสานลูกบอลบอกชั่วโมงแบบ Jump Hour และเข็มนาที Retrograde เข้ากับสุนทรียภาพสีโมโนโครมได้อย่างลงตัว

Oris Aquis Date Kelp Forest Limited Edition ทำไมเรือนนี้ถึงน่าสนใจในตลาดนาฬิกาสปอร์ตดำน้ำ?

เปิดตัว Oris Aquis Date Kelp Forest Limited Edition ความสนุกของหน้าปัดเรือนนี้อยู่ที่เทคนิคพิมพ์ 3 มิติ (3D-printed surface treatment) ซึ่ง Oris ตั้งใจจำลองพื้นผิวของ "สาหร่ายเคลป์" เวลาโดนแสงแดดส่องผ่านน้ำทะเลสว่างวูบวาบ

Urwerk UR-300 Time Quantum มาพร้อมนวัตกรรม T-Frame พลิกโฉม 30 ปี Wandering Hours

เจาะลึก Urwerk UR-300 Time Quantum การปฏิวัติระบบ Wandering Hours ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี ด้วยการสลัดแขนยึดสมมาตรแบบเดิม ทิ้ง แล้วแทนที่ด้วยโครงสร้าง T-Frame คานสลับตำแหน่งกระโดดเปลี่ยนองศาในเสี้ยววินาที พร้อมตัวเรือนไทเทเนียมรูปทรงใหม่สุดล้ำ

Bell & Ross BR-03 Space Mission เมื่อนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมหน้าปัดห้องนักบิน ถอดเข็มออกแล้วย้ายไปอยู่ในอวกาศ

Bell & Ross ตีความนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมระดับไอคอนิกใหม่ในรุ่น BR-03 Space Mission ถอดเข็มนาฬิกาแบบเดิมออก แล้วใช้แผ่นดิสก์หมุนจำลองการโคจรของยานอวกาศ Vortex และดวงจันทร์บนพื้นหน้าปัดแก้วอเวนจูรีนสีดำประกายดาว ในตัวเรือนเซรามิกดำขัดทรายขนาด 41 มม. ผลิตจำกัด 999 เรือน