DSTB 42 มาพร้อม กลไก True-Beat Seconds เผยความเที่ยงตรงบนหน้าปัด ด้วยสองเฉดสีใหม่ Mint Green และ Ascot Blue (ลิมิเต็ด 18 เรือน)
ในจักรวาลแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie) มีนาฬิกาไม่กี่เรือนที่สามารถจับเอาความยิ่งใหญ่ของห้วงอวกาศมาบรรจุไว้ในเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 38 มิลลิเมตรได้อย่างสมบูรณ์แบบ และ Arnold & Son Perpetual Moon 38 White Gold, Aventurine Edition เรือนนี้คือหนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่ทำเช่นนั้นได้

นอกเหนือจากการแสดงข้างขึ้นข้างแรมแล้ว เรือนเวลาเรือนนี้คือบทกวีที่ร้อยเรียงด้วยแสงเงาและกลไก เป็นเรื่องราวของการเดินทางของดวงจันทร์ที่ถูกถ่ายทอดด้วยปรัชญาการออกแบบที่ชาญฉลาดที่สุด ผลงานลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 18 เรือนนี้ จึงคู่ควรแก่การเจาะลึกทุกรายละเอียดสำคัญ
หน้าปัด ราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ถูกร่ายมนตร์
จุดเริ่มต้นของความประทับใจคือวัสดุที่ใช้ทำหน้าปัด แก้วอะเวนจูรีนสีน้ำเงินเข้ม (Blue Aventurine Glass) วัสดุชนิดนี้ไม่ใช่หินธรรมชาติ เนื่องจากเป็นผลผลิตจากความอุตสาหะของช่างทำแก้วชาวเวนิสในศตวรรษที่ 17 ที่ได้ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อผงทองแดงถูกผสมลงไปในเนื้อแก้วหลอมเหลว ทำให้เกิดประกายระยิบระยับเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน ประกายเหล่านี้ถูกเรียกอย่างสละสลวยว่า “Inclusions” ซึ่งจำลองภาพของดวงดาวที่กระจัดกระจายอยู่ในห้วงอวกาศได้อย่างน่าทึ่ง


แก้วอะเวนจูรีนจึงกลายเป็นฉากหลังที่เหมาะสมที่สุดสำหรับฟังก์ชันพระเอกอย่าง “มูนเฟสทางดาราศาสตร์” (Astronomical Moon Phases)
- ดวงจันทร์แห่งเปลือกมุก: ดวงจันทร์ในช่องแสดงมีขนาดใหญ่และโดดเด่น ถูกสร้างขึ้นจาก เปลือกในหอยมุก (Mother-of-pearl) ที่มีความเงาวาวบริสุทธิ์ ช่างฝีมือจะลงสีแรเงาด้วยมืออย่างละเอียดอ่อนเพื่อจำลองพื้นผิวของดวงจันทร์ และยังมีการเติมสารเรืองแสง Super-LumiNova ให้เปล่งประกายสี “ฟ้าไอซ์บลู” (Icy Blue) ยามค่ำคืน
- ศาสตร์แห่งการนำทาง: สิ่งที่เสริมให้หน้าปัดมีความลึกทางภูมิปัญญาคือการปรากฏของกลุ่มดาวสองกลุ่มที่วาดด้วยมือ คือ กลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) และ กลุ่มดาวค้างคาว (Cassiopeia) การเลือกกลุ่มดาวนี้เป็นการคารวะต่อ John Arnold ผู้ก่อตั้งแบรนด์ในศตวรรษที่ 18 ผู้ซึ่งเป็นตำนานในการบุกเบิกนาฬิกาสำหรับเดินเรือ (Chronometers) กลุ่มดาวเหล่านี้คือเครื่องมือสำคัญที่นักเดินเรือใช้ในการหา ดาวเหนือ (Polaris) ซึ่งเป็นจุดคงที่เพื่อกำหนดละติจูดในยุคก่อนจะมีเครื่องวัดลองจิจูดที่แม่นยำ นี่คือการตอกย้ำว่า Arnold & Son ไม่ได้ทำเพียงนาฬิกา แต่กำลังสืบสานตำนานแห่งการเดินเรือและดาราศาสตร์


กลไกกับความแม่นยำระดับศตวรรษ
ภายใต้ความงดงามทางสุนทรียศาสตร์ คือหัวใจที่เปี่ยมด้วยความฉลาดทางกลไก คาลิเบอร์ A&S1612 ซึ่งเป็นกลไกไขลานด้วยมือที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่โดยเฉพาะสำหรับรุ่นนี้ มีความโดดเด่นในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น
- ขนาดและพลังสำรอง: คาลิเบอร์นี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 29.4 มม. เพื่อให้บรรจุลงในตัวเรือนขนาด 38 มม. ที่เพรียวบางได้โดยไม่รู้สึกเทอะทะ แต่ยังคงสามารถมอบพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 90 ชั่วโมง (3 วันครึ่ง)
- ความเที่ยงตรงเหนือกาลเวลา: จุดที่น่าทึ่งที่สุดคือความแม่นยำของฟังก์ชันมูนเฟส กลไก A&S1612 ถูกตั้งโปรแกรมให้แสดงข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์ได้อย่างเที่ยงตรงสูงมาก จนกระทั่งว่าหากนาฬิกาเรือนนี้เดินอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จะมีความคลาดเคลื่อนเพียงหนึ่งวันเท่านั้น ในทุก ๆ 122 ปี ซึ่งถือเป็นความแม่นยำในระดับที่เกินกว่าการสังเกตการณ์ของมนุษย์ทั่วไปมากนัก สะท้อนถึงความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมที่หาตัวจับยาก

ตัวเรือนและอัญมณี คือรัศมีแห่งความสง่างาม
ตัวเรือนขนาด 38 มม. ผลิตจากทองคำไวท์โกลด์ 18-carat ขัดเงาอย่างประณีต ความหนาเพียง 10.44 มม. ทำให้เรือนนี้ดูสง่างามและเหมาะกับข้อมือสุภาพสตรีอย่างยิ่งยวด และถูกประดับด้วยเพชรที่ได้รับการคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน
การประดับอัญมณี (Gem Setting) เพชรคุณภาพสูงกว่า 100 เม็ด ถูกนำมาประดับบนตัวเรือนและหัวเข็มขัด ใช้เพชรเจียระไนเหลี่ยมเกสร (Brilliant-cut) จำนวน 80 เม็ด ประดับอยู่บนขอบหน้าปัด ขานาฬิกา และเม็ดมะยม และเพชรเจียระไนแบบมาคีส์ (Marquise-cut) 12 เม็ด ทำหน้าที่เป็นหลักชั่วโมงบนหน้าปัด น้ำหนักเพชรรวมทั้งสิ้นประมาณ 2.66 กะรัต ด้วยคุณภาพที่สูงในระดับ D-E-F (ไร้สี) และความใสบริสุทธิ์ IF-VVS ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยอดเยี่ยมที่สุดในวงการอัญมณี

การผสานรวมศิลปะและสติปัญญา
นาฬิกา Perpetual Moon 38 เรือนนี้ คือเครื่องพิสูจน์ว่าเรือนเวลาสำหรับผู้หญิงไม่จำเป็นต้องแลกความซับซ้อนของกลไกกับความงามด้านสุนทรียภาพ Arnold & Son ได้หลีกหนีจากแนวคิดเดิม ๆ ที่มุ่งเน้นเพียงการประดับเพชร แต่เลือกที่จะ “ประดับ” ด้วยความรู้ทางดาราศาสตร์และวิศวกรรมแทน
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านของเรือนเวลาจากความงามยามกลางวัน (ประกายเงางามของไวท์โกลด์และเพชร) ไปสู่ความงามยามค่ำคืน (การเรืองแสงสีฟ้าไอซ์บลูของดวงจันทร์และกลุ่มดาว) มันไม่ใช่แค่การบอกเวลา แต่เป็นการเล่าเรื่องราวของดาราศาสตร์ที่ดำเนินไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุดบนข้อมือของผู้สวมใส่
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราที่มาพร้อมกับความหมายและภูมิปัญญา เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 18 เรือนนี้ จึงเป็นเสมือน “สมบัติทางดาราศาสตร์” ที่ไม่เพียงแต่ส่องประกายด้วยเพชร แต่ยังส่องประกายด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศาสตร์แห่งจักรวาลและตำนานการประดิษฐ์นาฬิกาของ John Arnold เอง


ข้อมูลทางเทคนิค
- ชื่อรุ่น: Perpetual Moon 38 White Gold, Aventurine Edition (ลิมิเต็ด 18 เรือน)
- ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18K ขนาด 38 มม. หนา 10.44 มม. ประดับเพชร Brilliant-cut 80 เม็ดบนขอบ/ขา/เม็ดมะยม กันน้ำ 30 ม.
- หน้าปัด: แก้วอะเวนจูรีนสีน้ำเงิน (ท้องฟ้าจำลอง) หลักชั่วโมงเพชร Marquise-cut 12 เม็ด มูนเฟสเปลือกมุกขนาดใหญ่พร้อมกลุ่มดาวเรืองแสง Super-LumiNova
- ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที มูนเฟสทางดาราศาสตร์
- กลไก: A&S1612 ไขลานมือ สำรองพลังงาน 90 ชั่วโมง มูนเฟสมีความแม่นยำสูงมาก (คลาดเคลื่อน 1 วัน ใน 122 ปี)
- เพชรรวม: ประมาณ 2.66 กะรัต (คุณภาพ D-E-F / IF-VVS)
- สาย: หนังจระเข้ซาตินสีมิดไนท์บลู ตัวล็อคไวท์โกลด์ประดับเพชร 22 เม็ด
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Reverso Hybris Artistica Calibre 179 การหมุนของจักรวาลในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าจาก Jaeger-LeCoultre
LVMH ผนึกกำลัง La Joux-Perret การเดินทางสู่กลไกนาฬิกาสวิสแห่งอนาคต
GUCCI 25H การเดินทางครั้งใหม่ของสถาปัตยกรรมแห่งเวลา

