H. Moser & Cie. เผยกลยุทธ์ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจและก้าวสู่ยุคใหม่ของวงการนาฬิกา
ในโลกของนาฬิกาหรูที่เต็มไปด้วยความผันผวนทางเศรษฐกิจและภูมิทัศน์การค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่สามารถก้าวผ่านความท้าทายได้อย่างสง่างามและรักษาตัวตนที่โดดเด่นไว้ได้ H. Moser & Cie. คือหนึ่งในนั้น ในโอกาสสำคัญนี้ Revolution Thailand ได้มีโอกาสพูดคุยแบบเจาะลึกกับ Mr. Bertrand Meylan ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของแบรนด์ เพื่อรับฟังวิสัยทัศน์และกลยุทธ์เบื้องหลังความสำเร็จของ H. Moser & Cie. พร้อมเปิดเผยถึงวิธีที่แบรนด์แห่งนี้กำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาภายนอกที่ไม่คาดคิด ไปจนถึงแผนการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะกำหนดทิศทางของวงการนาฬิกาในอนาคต

Mr. Bertrand Meylan ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ H. Moser & Cie. ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับทิศทางของแบรนด์ ความท้าทายในตลาด และกลยุทธ์สำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์
ความท้าทายในตลาดสหรัฐอเมริกาและศักยภาพในประเทศไทย
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมนาฬิกากำลังเผชิญกับความท้าทายจาก ภาษีและราคาในตลาดสหรัฐฯ ทางแบรนด์ได้ส่งนาฬิกาไปยังสหรัฐฯ ได้ทันเวลาก่อนกำหนดในเดือนสิงหาคม และกำลังมองหาวิธีการเพื่อกลับมาส่งสินค้าอีกครั้งภายในเดือนพฤศจิกายน ทางแบรนด์กำลังอยู่ระหว่างการคำนวณต้นทุน แต่คาดว่าราคาจะสูงขึ้นทั่วโลกประมาณ 10-15% เพื่อรักษาคุณค่าของแบรนด์ Mr. Meylan ได้กล่าวว่าสถานการณ์นี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องศึกษาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ลูกค้าหันไปซื้อนาฬิกาในตลาดมือสอง
Mr. Meylan ยังกล่าวว่าอุตสาหกรรมนาฬิกาเป็น “เหยื่อโดยไม่ตั้งใจ” จากความขัดแย้งทางการค้าที่ดำเนินอยู่ โดยระบุว่าอุตสาหกรรมนาฬิกาอเมริกันเองก็ล็อบบี้ต่อต้านการขึ้นภาษีนาฬิกาสวิสเพื่อปกป้องเครือข่ายของตัวเอง และการขึ้นราคาอาจทำให้ลูกค้าในสหรัฐฯ หันไปซื้อนาฬิกาจากต่างประเทศมากขึ้น
ในทางตรงกันข้าม Mr. Meylan มองว่า ตลาดไทย เป็น “ตลาดที่มีความเป็นผู้ใหญ่สูง” สำหรับนาฬิการะดับไฮเอนด์ และมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมาก เขาย้ำถึงความสำคัญของงานอย่าง Bangkok Watch Week ในการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคและแสดงให้เห็นถึงความลึกของอุตสาหกรรมนาฬิกา นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่าได้พบกับ “นักสะสมที่น่าทึ่ง” จำนวนมากในประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลูกค้าและกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์
ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา H. Moser & Cie. ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในกลุ่มลูกค้า โดย อายุเฉลี่ยของลูกค้าในสหรัฐฯ ได้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 40 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบที่สร้างสรรค์โดยผู้ก่อตั้งที่อยู่ในวัย 30 กว่า ทำให้ดึงดูดกลุ่มลูกค้าในวัยใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ยังมี แนวโน้มทั่วโลกที่ผู้ชายหันมาชอบนาฬิกาขนาดเล็กขึ้น ส่วนผู้หญิงกลับชอบนาฬิกาขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่บริษัทกำลัง พัฒนาเครื่องกลไกขนาดเล็กลง เพื่อรองรับนาฬิกาขนาดที่หลากหลายขึ้น จากขนาดปัจจุบันที่อยู่ระหว่าง 39 มม. ถึง 42 มม. โดยอาจมีการเปิดตัวนาฬิกาขนาดเล็กเหล่านี้ในปีหน้า แม้จะยังไม่มีการวางแผนที่จะเปิดตัวไลน์สินค้าใหม่ในตอนนี้


ดีเอ็นเอที่โดดเด่นและการเติบโตที่แข็งแกร่ง
Mr. Meylan กล่าวว่าการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของ H. Moser & Cie. มาจาก “ดีเอ็นเอ” ที่เป็นเอกลักษณ์และจดจำได้ง่าย โดยมีองค์ประกอบหลักคือ หน้าปัดแบบ ‘ฟูเม่’ (fume) หรือ ‘ควัน’ (smoke) ที่เป็นเอกลักษณ์ และความสวยงามแบบ มินิมอล ซึ่งสร้างอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งนี้ แม้ว่าจะมีแบรนด์อื่น ๆ ประมาณ 90% ที่นำดีไซน์หน้าปัดแบบนี้ไปใช้ตาม แต่ทางแบรนด์ก็ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา เนื่องจากเชื่อมั่นว่าเอกลักษณ์ของ Moser ยังคงโดดเด่นอยู่
สำหรับคอลเลกชันหลัก แบรนด์ใช้ โลโก้ที่ “มองไม่เห็น” หรือไม่มีการใช้แบรนดิ้งที่โดดเด่นบนหน้าปัด อย่างไรก็ตาม สำหรับผลิตภัณฑ์บางรุ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากวินเทจอาจมีการใช้โลโก้แบบเก่าได้ แต่ยังไม่มีแผนที่จะนำชื่อแบรนด์ที่มองเห็นได้กลับมาใช้ในคอลเลกชันมาตรฐาน
เพื่อสะท้อนความสำเร็จและความทะเยอทะยานในการเติบโต H. Moser & Cie. จะย้ายไปแสดงใน Main Hall ของงาน Watches and Wonders ในปีหน้า ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเติบโตในเวทีระดับโลก


ความท้าทายด้านต้นทุนและการปรับตัว
ด้วยราคาของทองคำที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงได้ปรับกลยุทธ์การใช้วัสดุ โดยจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ทองคำในผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เว้นแต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับแนวคิดของนาฬิการุ่นนั้น ๆ ปัจจุบัน นาฬิกาที่ทำจากทองคำมีสัดส่วนเพียง 10-15% ของคอลเลกชันทั้งหมด โดยนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนอย่าง Tourbillon มักจะยังคงใช้ทองคำอยู่ แต่สำหรับนาฬิกาที่มีกลไกไม่ซับซ้อน จะไม่ค่อยมีการผลิตจากทองคำแล้ว เนื่องจากความกังวลเรื่องต้นทุน การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ H. Moser & Cie. ที่จะรักษาจุดแข็งของแบรนด์ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มี “คุณค่าที่คุ้มค่ากับราคา” (value for money) ให้แก่ลูกค้า
บทสรุปจาก Revolution Thailand
จากการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ Revolution Thailand ได้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า แม้ในอุตสาหกรรมนาฬิกาหรูที่ดูเหมือนยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่ไม่คาดคิด ทั้งเรื่องภาษีการค้าและราคาวัตถุดิบที่ผันผวน H. Moser & Cie. ได้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบจากราคาทองคำ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองรสนิยมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความเชื่อมั่นใน “ดีเอ็นเอ” ของแบรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะหน้าปัด ‘ฟูเม่’ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด และยังสะท้อนให้เห็นว่าการสร้างอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งนั้นสำคัญยิ่งกว่าการวิ่งตามกระแสหรือคำนึงถึงคู่แข่ง
นอกจากนี้ การที่ H. Moser & Cie. ให้ความสำคัญกับตลาดไทย ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นตลาดที่เติบโตอย่างมีศักยภาพและมีนักสะสมที่น่าทึ่ง ยังตอกย้ำถึงความสำคัญของประเทศไทยในแผนการดำเนินงานระดับโลกของแบรนด์
ท่ามกลางความท้าทายที่รายล้อมอยู่ H. Moser & Cie. ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการรักษาตัวตนที่แข็งแกร่งคือหัวใจสำคัญ แล้วสำหรับคุณผู้อ่าน… ในยุคที่ราคาและความผันผวนทางเศรษฐกิจมีผลอย่างมาก อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณยังคงหลงใหลในคุณค่าที่แท้จริงของนาฬิกา?
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย
Protected: EDIFICE EFK-100CD ครั้งแรกกับนาฬิกาจักรกลวัสดุฟอร์จด์ คาร์บอนจาก Casio
H. Moser & Cie. สร้างนิยามใหม่ให้วงการนาฬิกาด้วย 3 คอลเลกชันล่าสุด ที่ผสานความสง่างามเข้ากับนวัตกรรมและงานศิลปะ

