มหากาพย์บทใหม่ของ Jacob & Co. God of Time กับการสยบกาลเวลาด้วยความเร็วแสง
ในโลกนาฬิกาที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและความคลาสสิก Jacob Arabo มักจะปรากฏตัวในฐานะผู้ขบถเสมอ ผลงานของเขามักจะถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปได้จริงหรือ จนกระทั่งมันไปปรากฏอยู่บนข้อมือของเหล่านักสะสมระดับโลก และล่าสุดกับรุ่น God of Time เขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปอีกขั้น ด้วยการสร้างนาฬิกาที่ผสานตำนานกรีกเข้ากับนวัตกรรมที่เร็วที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยผลิตมา
ในวงการของนาฬิกาหรู Jacob Arabo คือชายที่มักจะทำอะไรเกินตัวอยู่เสมอ ผลงานของเขามักจะดูเหมือนหลุดออกมาจากจินตนาการมากกว่าจะเป็นเครื่องบอกเวลาทั่วไป ล่าสุดเขาเพิ่งเปิดตัวนาฬิกาที่ตั้งชื่อได้ทรงพลังมากนั่นคือ God of Time เรือนนี้เปรียบเสมือนการนำเอาตำนานเทพเจ้ากรีกมาผสมกับวิศวกรรมที่บ้าบิ่นที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยทำมา

เทพเจ้าที่กุมชะตาของเวลา
วินาทีแรกที่มองหน้าปัด ซึ่งเป็นวัสดุที่ขึ้นชื่อเรื่องการเลียนแบบความงดงามของจักรวาลได้อย่างสมจริงที่สุด บนฉากหลังที่เต็มไปด้วยเกล็ดระยิบระยับนี้มีการสลักร่างของเทพเจ้า Chronos หรือเทพแห่งกาลเวลาในตำนานกรีกโบราณที่สลักจากโรสโกลด์ 18K ยืนเด่นเป็นสง่า
งานแกะสลักนี้ไม่เหมือนการทำรูปปั้น ทั่วไป แต่เป็นการใช้เทคนิค Micro-sculpture ที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก ช่างฝีมือต้องบรรจงสลักรายละเอียดมัดกล้ามเนื้อที่แสดงถึงพละกำลัง ท่วงท่าการโน้มตัวที่ดูสง่างาม ไปจนถึงเส้นสายของหนวดเคราที่ดูมีชีวิต ราวกับว่าเทพเจ้าองค์นี้กำลังทำหน้าที่อารักขาหัวใจของเครื่องนาฬิกาอย่างทูร์บิญองที่อยู่ตรงหน้าท่านจริงๆ



ความเร็วระดับสถิติโลก
สิ่งที่ทำให้เรือนนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่คือเบื้องหลังความเร็วอย่างบ้าคลั่ง 4 วินาทีต่อรอบ เรียกว่าเป็นจุดพีคที่สุดของ God of Time และเป็นสิ่งที่นักสะสมเรียกว่า Triple-axis Tourbillon แต่ความพิเศษของเรือนนี้ถูกอัปเกรดขึ้นไปอีกระดับ ปกติแล้วกลไกทูร์บิญองที่ช่วยแก้แรงโน้มถ่วงที่มักจะหมุนรอบตัวเองในเวลา 60 วินาที ซึ่งถือเป็นมาตรฐานของโลกนาฬิกาชั้นสูง แต่สำหรับ Jacob & Co. มาตรฐานนั้นคือความธรรมดาเกินไป
พวกเขาเลือกที่จะเร่งความเร็วการหมุนให้ครบรอบภายในเวลาเพียง 4 วินาที ซึ่งนับว่าเป็นทูร์บิญองที่หมุนเร็วที่สุดในโลกนาฬิกา ณ ขณะนี้ การจะทำแบบนี้ได้ทีมวิศวกรต้องเผชิญกับโจทย์ที่โหดหิน เพราะยิ่งหมุนเร็ว แรงเสียดทานและความต้องการพลังงานก็ยิ่งมหาศาล พวกเขาจึงต้องออกแบบกรงทูร์บิญองใหม่ทั้งหมดโดยใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาพิเศษจนเหลือเพียง 0.27 กรัม เพื่อลดภาระของลานนาฬิกา และต้องมีระบบจ่ายพลังงานที่แม่นยำระดับเสี้ยววินาทีเพื่อให้กลไกทั้งหมดไม่พังทลายลงจากการหมุนที่รวดเร็วนี้



สถาปัตยกรรมแห่งวิหารกรีก
นอกจากตัวละครหลักบนหน้าปัดแล้ว รายละเอียดรอบๆ ตัวเรือนขนาด 44.5 มิลลิเมตรของ God of Time นอกจากจะมีหน้าที่ปกป้องกลไกแล้ว ยังเป็นงานศิลปะที่ล้อไปกับเรื่องราวของเทพเจ้ากรีก บริเวณขอบข้างตัวเรือนถูกเจาะจงให้มีลวดลายร่องลึกแนวดิ่ง ซึ่งเป็นการหยิบยืมดีไซน์เสาหินไอโอนิกจากวิหารโบราณมาใช้อย่างแนบเนียน ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกดูแข็งแกร่งและทรงคุณค่า
นอกจากนี้ รายละเอียดเล็กๆ อย่างเม็ดมะยมและฝาหลังยังถูกเก็บงานอย่างพิถีพิถัน โดยเฉพาะด้านหลังที่เป็นกระจกแซฟไฟร์ใส เผยให้เห็นการทำงานของกลไกชุด Caliber JCAM50 ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนกว่า 300 ชิ้น พร้อมการสลักภาพใบหน้าของ Jacob Arabo เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 60 ปีของชายผู้ที่คนทั่วโลกขนานนามว่าเจ้าชายแห่งเพชรพลอย

มรดกที่ถูกจำกัดไว้เพียง 60 เรือน
การครอบครอง God of Time ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันถูกผลิตออกมาเพียง 60 เรือนทั่วโลกเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับตัวเลข 60 ปีของผู้ก่อตั้ง มันจึงกลายเป็นนาฬิกาที่เป็นทั้งของสะสมเชิงประวัติศาสตร์และเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จทางการประดิษฐ์นาฬิกายุคใหม่นี่คือผลงานที่พิสูจน์ว่าเมื่อศิลปะกับวิศวกรรมเดินมาบรรจบกันในจุดที่ลงตัว กาลเวลาก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถนำมาประดับไว้บนข้อมือได้อย่างภาคภูมิใจที่สุด
ข้อมูลทางเทคนิค
- ตัวเรือน: Rose Gold 18K ขนาด 44.5 มม. หนา 21 มม. ดีไซน์ขอบตัวเรือนแบบเสาหินกรีก (Ionic Column)สูง
- หน้าปัด: พื้นหลังหิน Aventurine สีน้ำเงินเข้ม พร้อมรูปสลักเทพเจ้า Chronos จากทองคำ 18K และชุดเข็ม Rose Gold
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง และนาที แบบ Off-center
- กลไก: กลไก Flying Tourbillon ความเร็วสูงไขลานด้วยมือ Caliber JCAM50 ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3Hz) สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง
- สาย: หนังจระเข้ (Alligator Leather) สีน้ำเงิน พร้อมตัวล็อกแบบบานพับ Rose Gold 18K
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Fiery Spirit of Time เจาะลึกนิยามใหม่แห่งอาชาไฟ บนเรือนเวลาดาราศาสตร์จาก Arnold & Son
เรือนเวลาหรูไม่เพียงแต่บอกสถานะแต่ยังเผยวิสัยทัศน์สู่ความสำเร็จและมุมมองที่ผู้นำให้คุณค่าแก่เวลา

