นี่คือการผงาดขึ้นของการสร้างสรรค์นาฬิกาของแบรนด์นาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศส

Gautier Massonneau ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Trilobe
กล่าวได้ว่าตั้งแต่ยุคของอับราฮัม หลุยส์ เบรเกต์ ก็ไม่มีใครตั้งบริษัทผลิตนาฬิกาที่ปารีสอีกเลย จนกระทั่ง…แบรนด์ Trilobe ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2018 โดยชายผู้มีนามว่า โกติเยร์ มาซอนโน (Gautier Massonneau) …ถ้าคุณไม่รู้จักชื่อเขามาก่อนหน้านั้นก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะเขาไม่ได้คร่ำหวอดอยู่ในวงการนาฬิกามาก่อนเลยแถมแบ็กกราวด์อาชีพก็มาจากสายการเงินเสียด้วยซ้ำ
แต่การที่มาซอนโนริเริ่มก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาของตัวเองก็มีเหตุผล “ตอนอายุประมาณ 24-25 ผมอยากได้นาฬิกาเรือนแรกของตัวเอง ผมอยากได้นาฬิกาที่แตกต่างในราคาที่สมเหตุสมผล แต่ก็หาไม่ได้ ก็เลยคิดว่า งั้นผมสร้างมันขึ้นมาเลยดีกว่า” มาซอนโนให้สัมภาษณ์ตอนมาเปิดตัวผลงานที่ประเทศไทยและความเป็นนักสร้างของเขาก็ได้รับการปลูกฝังมาจากพ่อแม่ “ผมเรียนคณิตศาสตร์และธุรกิจ แต่พ่อแม่ผมเป็นสถาปนิก สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพวกท่านก็คือความสนุกในการสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่าง ถึงผมจะไม่ใช่สถาปนิก” และแม้ว่าการที่เขาไม่ได้มีแบ็กกราวด์ด้านนาฬิกามาก่อนอาจจะดูเป็นข้อเสียเปรียบ แต่ชายหนุ่มบอกว่า “มันก็ทำให้ผมก้าวเข้ามาโดยไม่มีอคติ หรือมีความคิดที่ฝังหัวมาก่อน มันเลยเป็นมุมมองที่เฟรชมากๆ”
แทนที่จะใช้ชื่อตัวเอง Trilobe กลับเป็นชื่อที่มาซอนโนเลือกใช้ โดยเป็นชื่อที่มาจากสัญลักษณ์คล้ายวงสามวงต่อกันที่ปรากฏในสถาปัตยกรรมยุโรป “ผมไม่แคร์ว่าต้องมีชื่อผมหรอกครับ ตอนนี้เรามีทีมทั้งหมด 35 คน และสิ่งที่ผมให้ความสำคัญคือ ทุกคนในทีมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่พวกเขาสามารถเชื่อมโยงกับมันได้ ผมอยากให้พวกเขาภาคภูมิใจในสิ่งที่พวกเขาทำ และใช้ชื่อนี้เป็นเสมือนที่รวมพวกเขาไว้ด้วยกัน เป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถระบุตัวตนและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมันได้”

มาซอนโนยอมรับว่าการที่แบรนด์เติบโตขึ้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมากเช่นกัน แต่การที่ไม่มีทีมมาร์เก็ตติ้งหรือผู้ถือหุ้นคอยบอกว่าต้องทำอะไรก็ทำให้พวกเขามีอิสระในการทำสิ่งที่รัก “ตอนเริ่มโปรเจ็กต์ มันอาจจะเชื่อมโยงกับตัวผมเอง แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ มันซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เราอยากจะเป็นแบรนด์ฝรั่งเศสที่ผลิตนาฬิกาชั้นสูง โดดเด่นทั้งแง่มุมครีเอทีฟ อาร์ทิสติก และแตกต่าง”
ปัจจุบัน มาซอนโนเป็นทั้งผู้ก่อตั้ง ซีอีโอ รวมถึงควบตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ด้วย
“ความคิดสร้างสรรค์ใช้หลักความเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ ถ้าคุณฟังไปหมดทุกคน ก็อาจกลายเป็นว่าเผลอทำในสิ่งที่คนอื่นทำไปแล้ว การมีวิสัยทัศน์ชัดเจนนั้นสำคัญมาก”
Gautier Massonneau
ก็เหมือนอย่างที่สโลแกนของแบรนด์ ว่าไว้ Time Moves, Purposes Stay “มันสื่อถึงว่า เวลาเดินหน้าไม่หยุด แต่จุดมุ่งหมายและวิสัยทัศน์ระยะยาวของเรายังคงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง”
และนั่นเองที่เป็นเหตุผลให้เขาเลือกตั้งแบรนด์อยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส แทนที่จะย้ายไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนของโลกนาฬิกา “ปารีสคือบ้านของผม เป็นเมืองที่ผมโตมา ผมเชื่อว่า ถ้าจะทำอะไรให้ดี ต้องทำที่บ้าน ก็เหมือนทำขนมปัง ก็ต้องทำด้วยมือตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็คงจะออกมารสชาติไม่ดี”
เวลาที่ไม่เหมือนใครแบบ Trilobe


“จำได้ว่าตอนที่เราไปแสดงผลงานแรก โต๊ะที่เราประจำอยู่เป็นโต๊ะเล็กๆ เอง” มาซอนโนย้อนความไปถึงตอนร่วมโชว์ผลงานแรกในงานบาเซิลเวิลด์ เชื่อว่าหลายคนที่ได้ชมในครั้งนั้นก็คงรู้สึก ‘ว้าว’ กับนาฬิกาที่ปราศจากเข็มบอกเวลาที่มีชื่อว่า Les Matinaux ซึ่งชื่อได้แรงบันดาลใจจากหนังสือของกวี René Char และแนวคิดนั้นก็ได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์และส่งผลต่อการพัฒนาคอลเลกชันอื่นๆ ตามมา
“แทนที่จะเป็นนาฬิกาแบบดั้งเดิมที่มีเข็มเคลื่อนไหวอยู่บนหน้าปัดแบบนาฬิกาที่เราคุ้นเคย เราเลือกที่จะพลิกกรอบความคิดนั้นและนั่นคือรากฐานของสิ่งที่เราทำ” เขาเล่า ในแนวคิดของแบรนด์ จุดของเวลาหรือ pointer of time คือสิ่งที่คงที่ ขณะที่เวลาต่างหากที่กำลังเคลื่อนไหว เขาจึงเลือกใช้ดิสก์ในการแสดงเวลาแทน “นั่นคือสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด และแทนที่จะจำกัดความคิดสร้างสรรค์ มันกลับทำให้เปิดกว้างยิ่งขึ้น การสร้างสรรค์ด้วยเข็มนาฬิกานั้นยาก เพราะถูกสำรวจมาแทบทุกแบบแล้ว แต่เมื่อใช้ดิสก์หมุน พื้นที่สำหรับจินตนาการกลับกว้างใหญ่ขึ้นมาก”
และจาก Les Matinaux ก็เกิดคอลเลกชันอื่นๆ ตามมา ทั้ง Nuits Fantastique ซึ่งดีไซน์เรียบเท่ด้วยการแสดงชั่วโมงด้วยวงแหวนรอบนอก และนาที และวินาทีผ่านช่องวงกลมที่ต่อกันเหมือนเลข 8 ผลงานนี้ยังคว้ารางวัล Petite Aiguille จากเวทีประกาศรางวัล GPHG 2021 มาครอง จนทำให้คนหันมาสนใจแบรนด์น้องใหม่นี้อย่างมาก, Une Folle Journée นาฬิกาที่โดดเด่นด้วยระบบแสดงเวลาที่ประกอบด้วยดิสก์เยื้องศูนย์สามวงสำหรับบอกชั่วโมง นาที และวินาที ซึ่งหมุนอยู่บนหน้าปัด, L’Heure Exquise ซึ่งชื่อได้แรงบันดาลใจมาจากบทกวีของ Paul Verlaine มาพร้อมดีไซน์แซฟไฟร์ทรงโดม และฟังก์ชั่นมูนเฟส



นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาตั้งโต๊ะสุดพิเศษ Le Temps Retrouvé ซึ่งเขานิยามว่าเป็นนาฬิกาที่บอกเวลาผ่านอารมณ์ “ใบหน้าหินอ่อนของมันชวนให้นึกถึงประติมากรรมกรีก-โรมัน แต่ดวงตากลับเคลื่อนไหวเพื่อบอกนาที ส่วนใบหูจะขยับออกเพื่อบอกชั่วโมง และทั้งชิ้นก็มีจังหวะราวกับกำลังหายใจ ลูกค้าสามารถเลือกกลิ่นพิเศษที่ผสมไว้ภายในผลงานได้เองด้วย นี่คือชิ้นงานศิลปะทำขึ้นเป็นพิเศษอย่างแท้จริง”
ก้าวใหม่ครั้งสำคัญ
จนมาถึงคอลเลกชันล่าสุด Trente-Deux ตัวเรือนขนาด 39 มม. ซึ่งเป็นนาฬิกาสไตล์ sporty-chic ที่มาพร้อมสายแบบ integrated เชื่อมติดกับตัวเรือน ชื่อซึ่งหมายถึง 32 มาจากเลขที่อาคารที่ตั้งของแบรนด์ “ถ้า ณ ตอนนี้ Trente-Deux ถือเป็นผลงานที่ใหม่ที่สุด และต้องการการดูแลมากที่สุด แล้วก็เป็นนาฬิกาที่สวมใส่ได้หลายโอกาสมาก ตั้งแต่ใส่ไปชายหาดไปจนถึงทักซิโด้ ความต่างขั้วนี้ทำให้ผมรักมันมากเป็นพิเศษ”


และความพิเศษอีกอย่างของ Trente-Deux ก็คือเป็นนาฬิกาที่ทำงานด้วย X-Nihilo Calibre เป็นกลไกอัตโนมัติเหล่าแบบคลาสสิก ใช้โรเตอร์แบบกึ่งกลาง เดินด้วยความถี่ 4Hz และมาพร้อมพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง และยังเป็นกลไกตัวแรกของแบรนด์ ซึ่งเป็นกลไกอินเฮาส์อย่างแท้จริง เพราะเริ่มตั้งแต่กระบวนการคิดค้น พัฒนา ผลิตตัวอย่าง ตกแต่งและประกอบในโรงงานของแบรนด์ซึ่งเพิ่งขยายมายัง Ivry-sur-Seine ห่างจากปารีสประมาณ 20 นาที ทำให้สามารถผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อนได้ เช่น บริดจ์ เมนเพลต ล้อจักร พิเนียน ออสซิลเลติงเวต ด้วย

“เราสร้างโรงงานขึ้นมาใหม่ ซึ่งแต่เดิมมันเป็นโรงงานเฟรนช์ฟรายที่ถูกทิ้งร้าง มีคนสิบคนทำงานอยู่ที่นั่น ทั้งงานฝีมือและตกแต่งชิ้นส่วน พูดได้เลยว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 250 ปีที่มีการสร้างสรรค์นาฬิกาเกิดขึ้นในปารีส” มาซอนโนเล่า “ทุกอย่างที่เราทำมันมีความซับซ้อน ต้องค่อยๆเข้าใจเหมือนดูงานอาร์ต อย่างขอบตัวเรือนเซาะร่องซึ่งไม่ได้ขัดธรรมดา แต่มันมีหลายกระบวนการที่ก่อให้เกิดเอฟเฟ็กต์ที่คอนทราสต์ หรืออย่างตัวล็อกสายก็ใช้เวลาพัฒนานานหลายปีเพราะเราอยากให้มันใส่สบายที่สุด”

เมื่อถามว่ากำลังการผลิตเป็นเท่าไร เขาตอบว่า “ไม่พอครับ แต่ปีหน้าเราตั้งเป้าไว้ที่ 700 เรือน ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับแบรนด์ใหญ่ๆ” สำหรับอนาคต มาซอนโนตั้งใจว่า “เราตั้งใจจะเติบโตอย่างมั่นคง ค่อยๆ ผสานผู้มีความสามารถเข้ามามากขึ้น และเดินหน้าสั่งสมความเชี่ยวชาญภายในองค์กรต่อไป ในด้านความคิดสร้างสรรค์ เรามีไอเดียที่พร้อมอยู่แล้วสำหรับอีก 20 ปีข้างหน้า แต่เราค่อยๆ ปล่อยออกทีละน้อย เพื่อให้แต่ละคอลเลกชันได้มี ‘พื้นที่หายใจ’ ของตัวเอง”
ผลงานของ Trilobe มีวางจำหน่ายที่ L’Atelier by PMT The Hour Glass
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Past/Present/Future บทสนทนาว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ URWERK
คุยกับสองบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความฝัน และความสำเร็จของ De Bethune
Bell & Ross BR-05 Grey Mirror Steel เมื่อเครื่องมือบอกเวลากลายเป็นเครื่องประดับแห่งแสงและเงา


