มีตั้งแต่ทูร์บิญองสถาปัตยกรรมชั้นสูง งานกระจกอิตาเลียนโบราณ ไปจนถึงคาแรคเตอร์เกมมิ่ง มาดูกันว่ามีเรือนไหนน่าจับตาเป็นพิเศษ
เคยสงสัยกันไหมว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้นักสะสมนาฬิกาและคนทำงานสื่อสายเรือนเวลาหลายต่อหลายคน ยังคงยอมตื่นเช้ามานั่งเปิดเช็กข่าวการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ๆ อยู่ทุกวัน ทั้งที่หากพิจารณาตามความจริงบนโลกดิจิทัล สมาร์ทโฟนบนโต๊ะทำงานหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่างก็ทำหน้าที่บอกเวลาได้ตรงเป๊ะจนถึงระดับมิลลิวินาทีอยู่แล้ว เชื่อไหมว่าคำตอบมักไม่ได้ซ่อนอยู่ในเรื่องของความเที่ยงตรงเพียวๆ แต่มันคือเรื่องของ ‘บทสนทนาทางสุนทรียศาสตร์’ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้กระจกแซฟไฟร์ เมื่อโลกของเครื่องบอกเวลาเดินทางมาถึงจุดที่การขยับขยายขอบเขตความคิดไม่ใช่แค่การพยายามผลิตนาฬิกาให้เที่ยงตรงที่สุด หากแต่เป็นการประชันกันด้วยภาษาทางสถาปัตยกรรม งานหัตถศิลป์ระดับตำนาน และความกล้าที่จะล้มทฤษฎีการอ่านเวลาแบบเดิมๆ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของวงการ horology ทั่วโลกต่างก็สะท้อนให้เห็นทิศทางที่น่าสนใจยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แบรนด์ระดับสูงต่างพากันส่งผลงานที่เรียกว่าเป็นการปฏิวัติเชิงสัญลักษณ์ออกมาประชันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร มาดูกันค่ะว่าวีคนี้มีอะไรมาให้ชมกันบ้าง
สถาปัตยกรรมทองคำที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศกับ Girard-Perregaux Laureato Fifty Three Gold Bridges
หากจะพูดถึงโครงสร้างกลไกที่กลายมาเป็นลายเซ็นอันทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์เรือนเวลาสวิส ชื่อของสะพานจักรทองคำ หรือ Gold Bridges จาก Girard-Perregaux คือหนึ่งในภาพจำระดับคลาสสิกที่ทุกคนรู้จักกันดีแน่ๆ แต่การปรากฏตัวขึ้นของ Laureato Fifty Three Gold Bridges รหัส 99112-58-3619-1CM เรือนนี้ กลับไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเอาสะพานจักรสามแกนมาวางลงในเรือนเวลารูปทรงแปดเหลี่ยมอันคุ้นเคยตามสูตรสำเร็จอย่างที่เราเข้าใจ ยิ่งถ้าเราย้อนกลับไปมองถึงประวัติศาสตร์ของตระกูล Laureato ที่ลือก้องมาตั้งแต่ยุค 1970s จุดเด่นที่เป็นสัญลักษณ์อย่างขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมซ้อนอยู่บนฐานทรงกลม ถูกนำมาจับคู่เข้ากับโครงสร้างกลไกสเกเลตันระดับสูง ในรุ่นล่าสุดนี้ การเลือกใช้ทองคำมาขึ้นรูปเป็นสะพานจักรลอยตัวบนโครงสร้างหน้าปัดเปลือย ทำให้ฟันเฟืองและตลับลานแต่ละชิ้นดูเหมือนกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ จนสามารถมองดูตลับลานที่ส่งผ่านพลังงานไปยังชุดเข็ม มันคือความลงตัวระหว่างความแข็งแกร่งของตัวเรือนแบบลักชัวรี่สปอร์ตกับความละเมียดละไมของงานช่างฝีมือชั้นสูง ข้อสังเกตส่วนตัวจากการได้เฝ้ามองวิวัฒนาการของไลน์ Laureato ในระยะหลัง คือการที่แบรนด์พยายามทลายกรอบความเชื่อเดิมๆ ว่านาฬิกาไฮเอนด์คอมพลิเคชันจะต้องซ่อนตัวอยู่ในตัวเรือนทองคำทรงเดรสสีเรียบๆ เท่านั้น การนำกลไกสะพานจักรทองคำมาบรรจุลงในโครงสร้างสปอร์ตแบบนี้ สะท้อนให้เห็นรสนิยมของนักสะสมยุคใหม่ที่ไม่ต้องการประดิดประดอยจนดูเอ่อล้น แต่ต้องการความมั่นใจและเอกลักษณ์ที่สามารถสวมใส่ได้จริงโดยไม่ต้องเคอะเขิน





ข้อมูลทางเทคนิค
- Girard-Perregaux Laureato Fifty Three Gold Bridges:
- รหัสรุ่น: 99112-58-3619-1CM
- ตัวเรือน: ทรงแปดเหลี่ยมซ้อนบนฐานกลม โครงสร้างสเกเลตัน
- จุดเด่น: สะพานจักรทองคำ 3 แกนแบบลอยตัว (Three Gold Bridges)
เมื่อผืนฟ้าแห่งศิลปะถูกสลักลงบนแก้วแก้วอเวนทูรีนกับ Glashütte Original Senator Aventurine
ข้ามฝั่งจากสวิตเซอร์แลนด์มายังดินแดนแห่งการผลิตนาฬิกาอันเงียบสงบในซีกโลกตะวันออกของเยอรมนีกันบ้างกับแบรนด์ Glashütte Original ได้สร้างแรงสะเทือนให้กับผู้ที่หลงใหลในความมินิมอลเชิงศิลปะด้วยการเปิดตัว Senator Aventurine สองเฉดสีใหม่ ได้แก่ Art Déco Blue บนตัวเรือนแพลทินัม และ Art Nouveau Green บนตัวเรือนเรดโกลด์ สิ่งที่ชวนให้หยุดมองตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นคือการนำวัสดุอย่างแก้วอเวนทูรีน (Aventurine Glass) มาใช้เป็นผืนแคนวาสหลัก เกล็ดแร่โลหะที่ส่องประกายยิบยับอยู่ภายในเนื้อแก้วสีน้ำเงินเข้มและสีเขียวมรกต ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังจ้องมองลงไปในห้วงอวกาศหรือดวงดาวกลางดึกสงัด สำหรับการดีไซน์หน้าปัดแบบสองเข็มไร้ซึ่งหลักชั่วโมงเทอะทะ ทำให้สายตาทั้งหมดโฟกัสไปที่ความงามของตัววัสดุและงานขัดเงาบนชุดเข็มความประณีตสูง ส่วนภายในตัวเรือนขนาด 40 มิลลิเมตรนั้น มีความหนาเพียง 10.2 มิลลิเมตรเท่านั้น เรือนนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์อัตโนมัติ Calibre 36-16 ที่ให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 100 ชั่วโมง (ถือว่ายาวนานมากเลยทีเดียวแหละ) ความน่าสนใจของเคสนี้คือการที่แบรนด์เยอรมันซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความตรงไปตรงมาและระเบียบวินัยเชิงวิศวกรรม กล้าที่จะก้าวเข้าสู่อารมณ์ความรู้สึกเชิงสุนทรียศิลป์แบบ Art Déco และ Art Nouveau อย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเลือกระหว่างความเย็นชาสุขุมของตัวเรือนแพลทินัมจับคู่หน้าปัดอเวนทูรีนสีน้ำเงิน หรือความอบอุ่นหรูหราของตัวเรือนเรดโกลด์จับคู่หน้าปัดสีเขียว ก็นับว่ามาพร้อมภาษาทางอารมณ์ที่สื่อสารกับผู้สวมใส่โดยตรง


ข้อมูลทางเทคนิค
- Glashütte Original Senator Aventurine:
- รหัสรุ่น: Art Déco Blue Platinum (1-36-16-40-03-01) / Art Nouveau Green Red Gold (1-36-16-41-05-01)
- ตัวเรือน: ขนาด 40 มิลลิเมตร ความหนา 10.2 มิลลิเมตร (แพลทินัม หรือ เรดโกลด์)
- หน้าปัด: แก้วอเวนทูรีนสีน้ำเงินเข้ม หรือ สีเขียวมรกต
- กลไก: กลไกอินเฮาส์อัตโนมัติ Calibre 36-16 สำรองพลังงาน 100 ชั่วโมง
กฎเกณฑ์ใหม่ของนาฬิกาบอกเวลาแบบ Wandering Hour จาก CIGA Design Time Cipher Gold
หากใครคิดว่ากลไกการบอกเวลาแบบ Wandering Hour หรือการหมุนเปลี่ยนจานชั่วโมงไปตามสเกลนาที จะต้องถูกจำกัดอยู่แค่ในวงการนาฬิกาอิสระราคาระดับหลายล้านบาทเท่านั้น อยากให้ลองเปิดใจทำความรู้จักกับ CIGA Design แบรนด์สถาปัตยกรรมเรือนเวลาเชื้อสายเอเชียที่เคยสร้างปรากฏการณ์คว้าท้าชนแบรนด์สวิสบนเวที GPHG มาแล้ว ล่าสุดก็ได้ปล่อย Time Cipher Gold ออกมาลบคำสบประมาทนั้นอย่างสิ้นเชิง ผลงานเรือนนี้ถูกออกแบบมาในสไตล์ไมโครสปอร์ตผสมผสานความขบถร่วมสมัย ด้วยตัวเรือนแบบไร้ขา (Lugless) ขนาด 40.8 มิลลิเมตร หากใครเคยลองจะพอทราบว่ามันสามารถสวมใส่แนบไปกับข้อมือได้อย่างลื่นไหล เรือนนี้จะโดดเด่นด้วยหน้าปัดนวัตกรรม “Super Black” ที่สามารถดูดกลืนแสงได้สูงถึง 99.4% สร้างมิติความมืดมิดระดับไร้ก้นบึ้ง เพื่อขับเน้นให้ชุดกลไก Wandering Hour สีทองคำที่หมุนวนอยู่ตรงกลางดูราวกับกำลังลอยตัวอย่างเป็นอิสระ สำหรับการนำกลไกฐานอัตโนมัติ Miyota 9000-series มาโมดิฟายด์ร่วมกับชุดโมดูล Caliber CD-08 ที่พัฒนาขึ้นเองนั้น ช่วยให้การส่งผ่านพลังงานไปยังจานชั่วโมงเคลือบสีทองเป็นไปอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอมากขึ้น ลองนึกดูสิว่า การได้นั่งมองดูตัวเลขชั่วโมงค่อยๆ เคลื่อนตัวกวาดผ่านส่วนโค้งบอกนาทีอย่างเงียบเชียบภายใต้แสงไฟ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า งานออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับป้ายราคาที่ไกลเกินเอิงเอิญเสมอไป แต่คือการมองหาทางเลือกใหม่ๆ ที่ชวนให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจศิลปะแห่งกาลเวลาได้อย่างน่าประทับใจ (หากมีโอกาสอยากให้ไปลองขึ้นข้อด้วยตัวเองกันดูซักครั้ง)


ข้อมูลทางเทคนิค
- CIGA Design Time Cipher Gold:
- ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L ทรงกลมไร้ขา (Lugless) หนา 11.8 มิลลิเมตร
- หน้าปัด: Super Black ดูดกลืนแสง 99.4%
- กลไก: Wandering Hour Module Caliber CD-08 สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง
สัมผัสแห่งงานหัตถศิลป์ผ่านกาลเวลาไปกับ Vacheron Constantin Métiers d’Art Chinese Zodiac
เมื่อพูดถึงสุดยอดสถาบันทำนาฬิกาชั้นสูงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่เคยขาดสายอย่าง Vacheron Constantin คอลเลกชัน Métiers d’Art คือพื้นที่ปล่อยของสำหรับช่างฝีมือระดับครูผู้สืบทอดศาสตร์โบราณ การแกะสลักโลหะและการลงยาแบบ Grand Feu แพลตฟอร์มซีรีส์ตระกูล 12 นักษัตรจีน ถือเป็นอีกหนึ่งธรรมเนียมปฏิบัติที่นักสะสมระดับบิ๊กทั่วโลกต่างรอคอย ภาพจำของงานแกะสลักลอยตัวรูปสัตว์นักษัตรที่ซ่อนตัวอยู่ตรงกลางหน้าปัด รายล้อมด้วยช่องหน้าต่างบอกชั่วโมง นาที วัน และวันที่ทั้งสี่มุม ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์อัตโนมัติ Calibre 2460 G4 สะท้อนให้เห็นถึงความเกรียงไกรของวิศวกรรมสวิสที่ให้ความเคารพต่อวัฒนธรรมตะวันออกอย่างลึกซึ้ง การไร้ซึ่งเข็มนาฬิกากวาดผ่านหน้าปัด ก็เพื่อเปิดโอกาสให้พื้นที่ทั้งหมดกลายเป็นเวทีแสดงทักษะการลงยาสีสันสดใสและการสลักลายเส้นลงบนทองคำด้วยมืออย่างประณีต หากใครเคยเห็นเรือนจริงของคอลเลกชันนี้ใกล้ๆ ย่อมเข้าใจดีว่าการได้เห็นผลงานระดับ Métiers d’Art นั้นไม่ใช่แค่การมองดูนาฬิกาข้อมือ แต่มันคือการได้เสพงานศิลปะประติมากรรมขนาดย่อมที่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจและซึมซับรายละเอียดทีละจุด ร่องรอยการแกะสลักบนตัวสัตว์แต่ละมิลลิเมตร หรือความสม่ำเสมอของสี enamel ที่ผ่านการเผาด้วยความร้อนสูงหลายรอบ คือหลักฐานเชิงรูปธรรมที่บอกเราว่า เหตุใดงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมถึงยังคงมีคุณค่าเหนือจินตนาการแม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายร้อยปี

ข้อมูลทางเทคนิค
- Vacheron Constantin Métiers d’Art Chinese Zodiac (Year of the Goat):
- ตัวเรือน: ทองคำหรือแพลทินัม สไตล์เดรสชั้นสูง
- หน้าปัด: งานลงยา Grand Feu พร้อมงานแกะสลักลอยตัวรูปแพะด้วยมือ
- กลไก: กลไกอินเฮาส์อัตโนมัติ Calibre 2460 G4 แสดงค่าผ่านช่องหน้าต่าง 4 มุมไร้เข็ม
สปอร์ตโครโนกราฟกับสัญลักษณ์มงคลผ่าน IWC Pilot’s Watch Performance Chronograph 41 Year of the Goat
ช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้เราเริ่มจะได้เห็นธรรมเนียมการเฉลิมฉลองปีนักษัตร ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนาฬิกาเดรสสไตล์คลาสสิกเท่านั้น ล่าสุด IWC Schaffhausen เองก็เลือกที่จะนำเอานาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟตัวแรงอย่าง Pilot’s Watch Performance Chronograph 41 มาต้อนรับปีมะแม (Year of the Goat) ผ่านรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน Ref. IW388310 ซึ่งผลิตเพียง 500 เรือนทั่วโลก ความน่าสนใจของเรือนเวลารุ่นนี้คือการจับคู่ความดุดันของตัวเรือนไทเทเนียมและขอบเซรามิกสีดำ เข้ากับหน้าปัดสีทองคำเปล่งประกาย โทนสีทองในวัฒนธรรมจีนคือสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความมั่งคั่ง และเกียรติยศ แต่ไฮไลต์ที่ซ่อนอยู่คือบริเวณฝาหลังโรเตอร์ขึ้นลาน ที่จะแกะสลักฉลุเป็นรูปแพะสามตัว (“Three Goats”) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์มงคลดั้งเดิมสื่อถึงความโชคดีและความสุขสงบร่มเย็นนั่นเอง การที่ IWC เลือกจะสื่อสารความประณีตของสัญลักษณ์จีนโบราณลงบนเครื่องมือสปอร์ตโครโนกราฟประสิทธิภาพสูงแบบนี้ ถือเป็นการเบลอเส้นแบ่งระหว่างนาฬิกาเครื่องมือลุยๆ กับงานศิลปะเชิงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้อย่างแนบเนียน ชวนให้สัมผัสถึงความอบอุ่นและมีมิติที่น่าค้นหาบนข้อมือไปอีกแบบ

ข้อมูลทางเทคนิค
- IWC Pilot’s Watch Performance Chronograph 41 Year of the Goat:
- รหัสรุ่น: IW388310 (ผลิตจำกัด 500 เรือน)
- ตัวเรือน: ไทเทเนียม ขอบเซรามิกสีดำ ขนาด 41 มิลลิเมตร
- หน้าปัด: สีทองคำ พร้อมฝาหลังโรเตอร์สลักรูปแพะสามตัว (Three Goats)
- กลไก: กลไกอัตโนมัติโครโนกราฟ Calibre 69385 สำรองพลังงาน 46 ชั่วโมง
โรเตอร์ตุ้มเหวี่ยงและหน้าปัดอีนาเมลระดับมาสเตอร์ของ Moritz Grossmann Hamatic Enamel
ข้ามกลับไปยังเมืองกลาสฮุตเตอ ประเทศเยอรมนี กับ Moritz Grossmann แแบรนด์อิสระระดับสูงที่เพิ่งฉลองวาระครบรอบ 200 ปีของผู้ก่อตั้งด้วยรุ่นพิเศษ HAMATIC Enamel ที่ผลิตจำกัดเพียงตัวเรือนละ 8 เรือนทั่วโลก และความพิเศษสุดของรุ่นนี้คือการปรับเปลี่ยนดีเอ็นเอเดิมอย่างเด่นชัด ด้วยหน้าปัดลงยาอีนาเมลสีดำสนิท (Black Enamel) ซึ่งขับเน้นให้ตัวเลขอราบิกแบบอัพพลายด์วัสดุทองคำดูโดดเด่นและเข้ากันได้ดีกับเข็มเหล็กขัดด้วยมือผ่านความร้อนจนเป็นสีฟ้า ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์อัตโนมัติ Calibre 106.0 ที่ใช้ระบบ Hammer-Winding Mechanism หรือลูกตุ้มทรงค้อนหมุนสองทิศทางขึ้นลาน สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง พร้อมสลักตัวเลข ‘1826’ ไว้บนสะพานจักร ถือเป็นงานคราฟต์เยอรมันชั้นสูงที่สง่างามและทรงคุณค่าอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
- Moritz Grossmann HAMATIC Enamel (200th Anniversary Edition):
- รหัสรุ่น: Rose Gold (MG-004000) / White Gold (MG-004079) จำกัดเรือนละ 8 เรือนทั่วโลก
- หน้าปัด: อีนาเมลสีดำสนิท (Black Enamel) พร้อมเลขอราบิกอัพพลายด์ทองคำ และเข็มเหล็กขัดสีฟ้า
- กลไก: กลไกอัตโนมัติ Calibre 106.0 ระบบค้อนขึ้นลาน (Hammer Winding) สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
จากสมรภูมิเกมคอนโซลสู่ข้อมือจริงกับ Hamilton Khaki Field Mechanical 38mm Call of Duty: Modern Warfare 4
สลับอารมณ์จากโลกศิลปะชั้นสูงมาสู่ป๊อปคัลเจอร์และโลกแห่งการต่อสู้กันบ้างกับ Hamilton แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันกับนาฬิกาทหารและวงการภาพยนตร์ ได้สร้างความตื่นเต้นครั้งใหม่ด้วยการจับมือกับแฟรนไชส์เกมระดับตำนาน ออกรุ่นพิเศษ Khaki Field Mechanical Ref. H69469930 ที่ปรากฏอยู่บนข้อมือของ Captain John Price ในเกม Call of Duty: Modern Warfare 4 เรือนนี้มาพร้อมตัวเรือนสตีลเคลือบด้วย PVD สีดำเข้มขรึม มีขนาด 38 มิลลิเมตร หนาเพียง 9.5 มิลลิเมตร จับคู่กับหน้าปัดสีดำเทกซ์เจอร์เม็ดทราย ตัดเน้นด้วยตัวเลขและเข็มเรืองแสงสีเหลือง เสริมความโดดเด่นด้วยแบบฟอนต์ตัวเลขสไตล์เกมมิ่งบริเวณ 4 นาฬิกา มาพร้อมสายผ้า NATO สีเขียวขี้ม้าปักหมุดลุยทุกสมรภูมิ ส่วนภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ H-50 ที่สำรองพลังงานยาวนานถึง 80 ชั่วโมง สำหรับการผสมผสานเสน่ห์ของนาฬิกาทหารไขลานยุคเก่าเข้ากับโลกของวิดีโอเกมยุคใหม่นั้น ทำให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นไอเทมที่เชื่อมโยงความทรงจำของวัยรุ่นยุคมิลเลนเนียลที่เคยนั่งเฝ้าหน้าจอคอนโซล เข้ากับความหลงใหลในเรือนเวลากลไกได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
- Hamilton Khaki Field Mechanical 38mm Call of Duty: Modern Warfare 4:
- รหัสรุ่น: H69469930
- ตัวเรือน: สตีลพ่นทรายเคลือบ PVD สีดำ ขนาด 38 มิลลิเมตร หนา 9.5 มิลลิเมตร กันน้ำ 50 เมตร
- หน้าปัด: สีดำเทกซ์เจอร์เม็ดทราย ตัดเน้นสีเหลือง ตัวเลขฟอนต์สไตล์เกมมิ่ง 4 นาฬิกา
- กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ H-50 สำรองพลังงาน 80 ชั่วโมง
นี่เป็นเพียงบางส่วนที่เราหยิบมาเล่า จริงๆ ยังมีอีกหลายเรือนที่น่าสนใจมากๆ และนาฬิกาข้อมือที่คุณเลือกสวมใส่ในวันนี้ อาจไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับนับถอยหลังรอเวลาเลิกงาน แต่มันคือสะพานเชื่อมระหว่างตัวตนของคุณกับเรื่องราว ความคิด และงานฝีมือของช่างนาฬิกาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง แล้วถ้าวันนี้คุณมีโอกาสได้เลือกสวมนาฬิกาหนึ่งเรือนเพื่อบันทึกช่วงเวลาในชีวิตของคุณ คุณจะเลือกเรือนเวลาที่โชว์กลไกทองคำลอยตัว หรือเรือนเวลาที่ซ่อนห้วงอวกาศไว้ภายใต้หน้าปัดแก้วอเวนทูรีน?
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre พาเปิดเบื้องหลังความนิ่งและสมาธิของ หวัง ชุ่น นักกีฬาว่ายน้ำโอลิมปิก ในซีรีส์สารคดี The Hour Before
เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก

