เจาะลึกเรื่องราวของ Baume & Mercier ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในปี 1830 สู่การเป็นแบรนด์นาฬิกาที่มีชื่อเสียงด้านความแม่นยำและดีไซน์ พร้อมแนะนำ 4 รุ่นเด่นที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งแบรนด์
ถ้าให้พูดถึงแบรนด์นาฬิกาสวิสที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจแต่คนอาจมองข้ามไปบ้าง คงต้องมีชื่อ Baume & Mercier อยู่ในลิสต์แน่นอน เพราะแบรนด์นี้มีแค่ชื่อเสียงที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น มีเรื่องราวและหลักการทำงานที่ซื่อสัตย์ จนทำให้เรารู้สึกอยากนำมาเล่าให้ทุกคนฟัง

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อปี 1830 ที่หมู่บ้าน Les Bois ในสวิตเซอร์แลนด์ โดย Louis Joseph Baume ได้เปิดร้านนาฬิกาเล็กๆ และจากคำพูดของเขาเองที่ว่า “รับแค่ของที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น และผลิตนาฬิกาคุณภาพดีที่สุดเท่านั้น” จนกลายเป็นหลักการสำคัญที่ลูกชายของเขานำมาใช้เมื่อก่อตั้งบริษัทในชื่อ Frères Baume และด้วยหลักการนี้เอง พวกเขาก็สร้างสรรค์นาฬิกาคุณภาพสูงจนธุรกิจเติบโตเร็วมาก
การขยายธุรกิจและการยอมรับในระดับสากล
ต่อมาในปี 1840 พวกเขาตัดสินใจก้าวออกไปสู่เวทีโลกด้วยการเปิดสาขาที่กรุงลอนดอน ซึ่งถือเป็นความคิดที่เฉียบขาด ท้าทายมากในยุคนั้น เพราะอังกฤษกำลังให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรงของนาฬิกาเพื่อใช้ในการเดินเรือและการค้า ทำให้ชื่อเสียงด้านความแม่นยำของ Baume & Mercier เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกมากขึ้น


ช่วงนั้นนวัตกรรมของพวกเขาก็ไม่เคยหยุดนิ่ง ถัดมาในปี 1851 พวกเขาเป็นกลุ่มแรกๆ เลยที่นำกลไก Lépine caliber เข้ามาใช้ในพื้นที่ Jura ซึ่งเป็นการยกระดับความทนทานและความน่าเชื่อถือของนาฬิกาไปอีกขั้น ทำให้แบรนด์ยิ่งแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว


แต่จุดที่เราประทับใจที่สุดคือการที่พวกเขาพิชิตสนามประลองความแม่นยำอย่าง หอดูดาว Kew Observatory ในอังกฤษได้สำเร็จ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 สถิติที่พวกเขาทำไว้ถือว่าน่าทึ่งมาก ตั้งแต่การส่งนาฬิกาเข้าแข่งในปี 1885 และติดอันดับท็อปเจ็ดถึงสามเรือน จนกระทั่งปี 1892 ที่นาฬิกา Tourbillon ของพวกเขาทำคะแนนสูงสุดตลอดกาลถึง 91.9 คะแนน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่มีใครทำลายได้นานกว่าสิบปี ความสำเร็จเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าฝีมือของ Baume & Mercier ไม่ใช่เรื่องธรรมดา

การรวมตัวครั้งสำคัญและก้าวสู่ยุคใหม่
จนมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในปี 1918 ที่ William Baume ช่างนาฬิกาผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ได้มาเจอกับ Paul Mercier ศิลปินผู้มองการณ์ไกล ซึ่งการที่คนสองคนที่มีความสามารถต่างกันได้มาทำงานร่วมกันในปี 1920 ภายใต้ชื่อ Baume & Mercier ทำให้แบรนด์มีความสมดุลอย่างที่ไม่มีใครเหมือน คือการผสมผสานระหว่างความแม่นยำทางวิศวกรรมและความสวยงามของศิลปะเข้าด้วยกัน ซึ่งผลตอบรับก็ดีเกินคาดตั้งแต่เริ่มแรกเลย โดยเฉพาะนาฬิกาบางเฉียบและนาฬิกาประดับอัญมณีที่ได้รับคำชื่นชมจากนักข่าวอย่างล้นหลาม แถมยังมีใบรับรองจากทางการเจนีวาด้วยว่าพวกเขาคือผู้ผลิตอันดับหนึ่งในด้านนี้


รุ่นเด่นที่อยากแนะนำ: 4 เรือนที่เล่าเรื่องราวของแบรนด์
ถ้าคุณอยากจะเริ่มต้นสะสมหรืออยากทำความรู้จักกับ Baume & Mercier ให้มากขึ้น นี่คือ 4 รุ่นที่เรามองว่าน่าสนใจและเป็นตัวแทนของแบรนด์ได้ดีที่สุด
Riviera: นาฬิกาสปอร์ตสำหรับคนที่มีสไตล์ของตัวเอง
ส่วนตัวเราชอบ Riviera เป็นพิเศษตรงที่มันกล้าที่จะแตกต่าง ซึ่งรุ่นนี้เปิดตัวในปี 1973 ในช่วงที่นาฬิกาสปอร์ตตัวเรือนเหล็กกำลังเป็นที่นิยม Riviera ก็สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วย ขอบตัวเรือนทรง 12 เหลี่ยม ที่ทำให้ใครเห็นก็จำได้ทันที Riviera เป็นตัวอย่างที่บอกเราว่า นาฬิกาสปอร์ตไม่จำเป็นต้องดูเหมือนกันไปหมด เพราะสามารถมีดีไซน์ที่หรูหราและมีสไตล์ที่แตกต่างได้ รวมไปถึงรุ่นใหม่ๆ ที่ยังคงความโดดเด่นนี้เอาไว้ และยังมาพร้อมกับระบบเปลี่ยนสายที่สะดวก ทำให้ Riviera เป็นนาฬิกาที่เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ความคลาสสิกแต่ก็ยังดูทันสมัย

Automatic Watch, Date Display – 42mm
ขับเคลื่อนด้วยกลไก Baumatic อันทรงเกียรติ Riviera 10702 คือนาฬิกาสวิสที่ใช้งานได้ในทุกสภาพถนนด้วยความเป็นเลิศ หน้าปัดแซฟไฟร์สีเทาควันบุหรี่โปร่งใส สายโลหะแบบถอดเปลี่ยนได้ และฝาหลังแบบเปิด

Clifton: นาฬิกาคลาสสิกที่ใส่ได้ทุกวัน
สำหรับใครที่กำลังมองหานาฬิกาสำหรับสุภาพบุรุษที่ดูดีและไม่มีวันตกยุค อยากแนะนำ Clifton เลย นาฬิการุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาในยุค 1950s ซึ่งเป็นช่วงที่ Baume & Mercier มีชื่อเสียงเรื่องนาฬิกา Dress Watch อย่างมาก Clifton มีตัวเรือนทรงกลมที่ดูเรียบง่ายแต่ประณีต หน้าปัดชัดเจน และงานออกแบบที่ลงตัว ทำให้เป็นนาฬิกาที่ใส่ได้ทุกโอกาส และยังแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านกลไกที่ซับซ้อนของแบรนด์ได้อย่างดีเยี่ยม


Hampton: งานศิลปะ Art Deco บนข้อมือ
ถ้าคุณเบื่อนาฬิกาทรงกลม Hampton คือตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าของรุ่นนี้มีที่มาจากยุค Art Deco ในช่วงปี 1920s ซึ่งเป็นช่วงที่ Paul Mercier เข้ามามีบทบาทสำคัญในการออกแบบ Hampton จึงเป็นมากกว่านาฬิกา แต่เป็นเหมือนชิ้นงานศิลปะที่สวมใส่ได้ การมีนาฬิการุ่นนี้ในคอลเลกชันแสดงให้เห็นถึงรสนิยมที่ไม่เหมือนใครและความเข้าใจในเรื่องของศิลปะอย่างแท้จริง


Classima: จุดเริ่มต้นที่เรียบง่ายแต่คุ้มค่า
Classima เป็นรุ่นที่เราอยากให้คนที่เพิ่งเริ่มสะสมลองดู เพราะเป็นนาฬิกาที่เข้าถึงง่ายที่สุดแต่คุณภาพและงานฝีมือไม่ได้ลดลงเลย ดีไซน์ที่เรียบง่ายสะอาดตา ตัวเรือนบางเบาและหน้าปัดที่อ่านง่าย ทำให้ Classima เหมาะกับการใส่ได้ทุกวัน เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า Baume & Mercier ใส่ใจในทุกรายละเอียดของนาฬิกาทุกเรือน การเริ่มต้นด้วย Classima จึงเป็นการเริ่มต้นที่ชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด


เมื่อมองย้อนกลับไปในเส้นทางของ Baume & Mercier สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือความสอดคล้องกันของทุกองค์ประกอบนอกเหนือจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน ยังมีปรัชญาที่แข็งแกร่งเป็นแกนกลาง นั่นคือการสร้างสมดุลระหว่างความเที่ยงตรงของกลไกกับความงามของศิลปะ
ข้อคิดที่ได้จากแบรนด์นี้คือการไม่หลงไปกับกระแสที่ฉาบฉวย แต่กลับเลือกที่จะรักษาคุณค่าที่แท้จริงเอาไว้ Baume & Mercier จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับคนที่ไม่ต้องการนาฬิกาเพียงเพื่อแสดงฐานะ แต่ต้องการนาฬิกาที่มีเรื่องราว มีความจริงใจในงานฝีมือ และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สำคัญได้
ทุกเรือนเวลาของ Baume & Mercier ทำให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของความคงทนและรสนิยมที่ไม่มีวันตกยุค เป็นของขวัญแห่งกาลเวลาที่พร้อมจะบันทึกเรื่องราวในชีวิตของคุณและส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปอย่างมีคุณค่า
อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
เปิดประสบการณ์ใหม่กับ MeisterSinger 24-hour Edition นาฬิกาเข็มเดียว 24 ชั่วโมง
เตรียมอวดลุคสวยริมหาดไปจนถึงชมปะการังกับนาฬิกาดำน้ำที่เหมาะสำหรับผู้หญิง
Richard Mille RM 43-01 Tourbillon Split-Seconds Chronograph Ferrari เมื่อความชำนาญเชิงกลไกของ Richard Mille โคจรมาพบกับตำนานแห่งดีไซน์ของ Ferrari

