นาฬิกาที่มีบทบาทในการพลิกวงการนาฬิกาในยุคสมัยต่างๆ

นับตั้งแต่เมื่อราว 3,500 ปีก่อน ที่มนุษย์รู้จักการดูเวลาด้วยนาฬิกาแสงอาทิตย์ ด้วยการสังเกตเงาของเสาหิน Obelisk ไปจนถึงนาฬิกากลไกไขลานอัตโนมัติเรือนแรกที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่า ใครกันแน่เป็นผู้คิดค้นกลไกที่สะสมพลังงานได้จากการเคลื่อนไหวข้อมือ แต่หากไม่ต้องย้อนเวลาไปไกลถึงเพียงนั้น นาฬิการ่วมสมัยรุ่นใดบ้างที่มีส่วนในการพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมนาฬิกา เท่าที่เรารวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งที่มาพบว่า นาฬิกาเหล่านี้น่าจะมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวงการนาฬิกาไม่น้อยเลยทีเดียว
Cartier Santos Dumont – The Shape Changer


ตั้งแต่เมื่อไรกันที่เรารู้จักนาฬิกา
ข้อมือตัวเรือนทรงเหลี่ยม ถ้ายังไม่ทันได้กูเกิลดู (หรือจะเลือกใช้ AI ตัวอื่นที่เฉลียวฉลาดมากกว่านั้นก็สุดแล้วแต่) ภาพแรกที่ลอยเข้ามาในหัวก็คือนาฬิกาเรือนเหลี่ยมทั้งหลายภายใต้แบรนด์ Cartier ที่หลายรุ่นได้ขึ้นแท่นนาฬิการะดับไอคอนที่คลาสสิกตลอดกาล แต่หลังจากกลับไปค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้หลายแหล่งเราก็พบว่า Cartier Santos-Dumont คือนาฬิกาเรือนเหลี่ยมเรือนแรกที่เข้ามาปฏิวัติวงการนาฬิกาด้วยรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร และยังเป็นนาฬิกาสำหรับนักบินรุ่นแรกอีกด้วย
Santos-Dumont เป็นนาฬิกาข้อมือทรงเหลี่ยมที่ Louis Cartier คิดค้นมาให้ Alberto Santos-Dumont เพื่อนชาวบราซิลผู้บุกเบิกนวัตกรรมการบิน เขามอบนาฬิกาเรือนเหลี่ยมนี้ให้กับ Dumont เพื่อสวมใส่บนข้อมือระหว่างขับเครื่องบินระยะสั้นๆ ในสมัยนั้น สุภาพบุรุษส่วนใหญ่ยังนิยมพกนาฬิกาพกในกระเป๋าเสื้อ การนำนาฬิกาทรงเหลี่ยมมาไว้บนข้อมือจึงกลายเป็นเรื่องใหม่ทั้งในเชิงของดีไซน์ที่แปลกตาและการใช้สอยที่สะดวกคล่องตัวยิ่งขึ้น


ด้วยเอกลักษณ์ของนาฬิกาทรงเหลี่ยมที่ตัวเรือนและขานาฬิกาเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียว ขอบมุมของตัวเรือนทรงเหลี่ยมออกแบบให้โค้งมนเล็กน้อยทำให้ Santos รับกับสรีระข้อมือได้อย่างลงตัว และด้วยดีไซน์ที่แตกต่างและฟังก์ชันการใช้งานที่ลงตัวทำให้นาฬิกาทรงเหลี่ยมรุ่นนี้ได้ถูกนำมาต่อยอด และแตกแขนงออกเป็นนาฬิกาทรงเหลี่ยมรุ่นต่างๆ ของ Cartier ได้แก่ Tonneau และ Tank ที่กลายเป็นนาฬิการะดับไอคอนิกที่ได้รับการยอมรับจากเซเลบริตี้ในแวดวงต่างๆ ตั้งแต่ดาราภาพยนตร์ ศิลปินระดับโลก ไปจนถึงสมาชิกราชวงศ์เลยทีเดียว จึงอาจกล่าวได้ว่า Santos-Dumont ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์รูปทรงที่แตกต่างในการบอกเวลาผ่านการก้าวออกจากกรอบทรงกลมสู่กรอบทรงเหลี่ยมที่ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่รู้จบ
Audemars Piguet Royal Oak – Sport Luxe Wave

จริงอยู่ว่า ดีไซน์ของ Royal Oak นั้นเมื่อใช้มาตรฐานของยุค 2025 มาวัด มันขึ้นแท่นนาฬิกาหน้าตาคลาสสิกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในยุค ’70s ไม่เคยมีนาฬิกาสปอร์ตตัวเรือนสตีลกันน้ำได้ในลุคโก้หรูในรูปแบบนี้มาก่อน การถือกำเนิดของ Audemars Piguet ในยุคนั้นจึงถือว่าเป็นนาฬิกาสไตล์ sport luxe ที่ลือลั่นสั่นสะเทือนวงการ และกลายเป็นโมเดลระดับไอคอนที่ยังคงไม่เสื่อมคลายความนิยมจวบจนถึงปัจจุบัน
ความอมตะของ Royal Oak นั้นลำดับแรกคงต้องยกความดีความชอบให้กับ Gérald Genta ดีไซเนอร์นักออกแบบนาฬิกาผู้อยู่เบื้องหลังนาฬิการะดับไอคอนหลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Royal Oak คือหนึ่งในผลงานชั้นยอดที่ทำให้ประวัติศาสตร์วงการนาฬิกาต้องจารึกชื่อของเขาไว้ วินาทีพลิกโฉมหน้าวงการนาฬิกาเกิดขึ้นเมื่อ Genta รับสายโทรศัพท์จาก Georges Golay กรรมการผู้จัดการแบรนด์ ณ ช่วงเวลานั้น ขอร้องให้เขาช่วยออกแบบนาฬิกาสปอร์ตตัวเรือนสตีลที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และขอภาพสเก็ตช์ด่วนภายในวันพรุ่งนี้
ผลงานชิ้นเอกที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนได้แรงบันดาลใจมาจากหมวกดำน้ำบน Pont de la Machine ในกรุงเจนีวา ที่ผู้ออกแบบประทับใจในสกรูแปดตัวและแผ่นยางซีลกันน้ำจนนำมาออกแบบเป็นตัวเรือนสตีลทรง tonneau พร้อมขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม ทั้งยังออกแบบสายแบบอินทิเกรตข้อกลางเรียวเล็กที่ผลิตได้ยากยิ่ง และไม่เคยมีสายอินทิเกรตรูปแบบนี้มาก่อน หน้าปัดพร้อมเข็มและหลักชั่วโมงฝังวัสดุเรืองแสง หน้าปัดสีน้ำเงินโคบอลต์แบบซันเบิร์สต์ตกแต่งด้วยเทคนิค guilloché เป็นลวดลาย Clous de Paris พร้อมเอฟเฟ็กต์ไล่เฉดให้ดูมีมิติ ซึ่งกลายเป็นเวอร์ชันแรกของ Royal Oak ไม่เพียงแต่โดดเด่นในเชิงรูปลักษณ์ เพราะในส่วนกลไกของ Royal Oak ก็เลือกสรรกลไกอัตโนมัติพร้อมวันที่ที่มีความบางพิเศษอย่าง คาลิเบอร์ 2121 ที่มีความบางเพียง 3.05 มม. และเส้นผ่านศูนย์กลาง 28 มม. กลไกระดับตำนานนี้ยังถูกขนานนามว่า ‘tracteur’ (รถแทรกเตอร์) ด้วยความทรงพลัง ทนทาน และเชื่อถือได้

ความฮือฮาของนาฬิกาสตีลสุดหรูรุ่นนี้ยังอยู่ที่การตั้งราคา ในปี 1972 Royal Oak กำหนดราคาอยู่ที่ 3,300 ฟรังก์สวิส ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นนาฬิกา ตัวเรือนสตีลที่ราคาแพงที่สุดในท้องตลาดเลยก็ว่าได้ เมื่อเทียบกับราคา ตัวเรือนสตีลในสมัยนั้นที่ราคาอยู่ที่ 850 ฟรังก์สวิสเท่านั้น ซึ่งเหตุผลที่สามารถทำราคาสูงกว่าใครเพื่อนแต่ยังคงเป็นที่ต้องการสูง ย่อมอยู่ที่การให้ค่าในงานออกแบบและขั้นตอนการผลิตที่ต้องใช้ความประณีตสูงสุด และส่วนหนึ่งน่าจะเป็นแท็กไลน์การโฆษณาที่เอเจนซี่โฆษณา Hugo Buchser เลือกจั่วหัวอย่างท้าทายสังคมว่า “อะไรทำให้เหล็กมีค่ามากกว่าทอง?” หรือ “นาฬิกาเหล็กที่แพงที่สุดในโลก” นับเป็นการยกระดับนาฬิกาสปอร์ตหรูที่สร้างกระแสให้หลายแบรนด์หันมายกระดับนาฬิกาสปอร์ตในไลน์การผลิตของตัวเองบ้าง และจนถึงทุกวันนี้นาฬิการุ่น Royal Oak ก็ยังคงอยู่ในระดับท็อปของลิสต์นาฬิกาสปอร์ตหรูที่นักสะสมตามหา
Seiko Quartz Astron 35SQ – The Quartz Revolution

ถ้าพูดถึงนาฬิกาที่สร้างแรงสั่นสะเทือนหลายริกเตอร์ให้แก่วงการนาฬิกาจักรกล ย่อมหนีไม่พ้นนาฬิกากลไกควอตซ์ ที่เข้ามาพลิกวงการด้วยความเที่ยงตรงและการสะสมพลังงานจากแบตเตอรี่ที่จ่ายพลังงานได้ยาวนาน และ Seiko Astron 35SQ คือนาฬิกาควอตซ์ข้อมือเรือนแรกของโลกที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติอุตสาหกรรมนาฬิกา Astron 35SQ ออกแบบโดย Kazunari Sasaki จาก Suwa Seikosha นาฬิการุ่นนี้เริ่มวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 1969 เป็นนาฬิกากลไกควอตซ์ คาลิเบอร์ 35SQ เดินด้วยความถี่ 8192 เฮิร์ตซ์ บรรจุอยู่ในตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต ขนาด 36 มม. ราคาจำหน่าย ณ ตอนนั้นอยู่ที่ 450,000 เยน
การเกิดของกลไกควอตซ์ถือเป็นการต่อยอดการพัฒนาออสซิลเลเตอร์ที่เป็นหัวใจของความเที่ยงตรงในนาฬิกา ซึ่งออสซิลเลเตอร์จะทำงานได้ดียิ่งขึ้นต่อเมื่อเพิ่มความถี่ของการสั่น ซึ่งอาจทำได้ยากหากนาฬิกายังต้องพึ่งพาชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักอย่างบาลานซ์วีล จึงทำให้ช่างนาฬิกาหันไปสนใจเทคโนโลยีที่ใช้การปล่อยกระแสไฟผ่านผลึกควอตซ์เพื่อควบคุมความถี่ในการสั่น ซึ่งการใช้ผลึกขนาดเล็กสามารถทำให้ความถี่ในการสั่นสูงกว่านาฬิกากลไกหลายพันเท่า Seiko เริ่มพัฒนากลไกควอตซ์ที่ใช้แบตเตอรี่ 1.5V ตั้งแต่ปี 1959 ต่อมาแนวทางการผลิตจำนวนมากเริ่มเป็นรูปเป็นร่างเมื่อบริษัทคิดค้นวิธีสร้างผลึกควอตซ์ด้วยกรดไฮโดรฟลูออริกด้วยเทคนิคโฟโตลิโฮกราฟี พร้อมบรรจุออสซิลเลเตอร์ไว้ในแคปซูลสุญญากาศเพื่อกันแรงกระแทก และใช้ตัวเก็บประจุชนิดปรับค่าตามอุณหภูมิที่พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อควบคุมผลของความร้อน
กลไกควอตซ์ของ Seiko ผ่านการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลึกควอตซ์ และพยายามทำให้กลไกมีขนาดเล็กลง ด้วยเหตุที่มอเตอร์ที่เปลี่ยนการสั่นของผลึกเป็นการหมุนของเข็มยังมีขนาดใหญ่และใช้พลังงานมาก ทาง Suwa Seikosha จึงพัฒนาโครงสร้างแยกส่วนของโรเตอร์และสเตเตอร์เพื่อประหยัดพื้นที่ ส่วนขดลวดของมอเตอร์ทำจากลวดทองแดงขนาด 20 ไมครอน พัน 20,000 รอบ ถูกนำไปใช้ในมอเตอร์สเต็ปหกขั้ว หมุนทีละ 60 องศาต่อการส่งสัญญาณไฟหนึ่งครั้งต่อวินาที ผลลัพธ์ที่ได้ถึงเป็นมอเตอร์ขนาดเล็กลง ใช้กระแสไฟเพียง 18µA

จนกระทั่งในที่สุดทีมที่นำโดย Tsuneya Nakamura สามารถสร้างนาฬิกาได้ 20 เรือนในเดือนธันวาคม 1969 โดยตั้งชื่อนาฬิการุ่นนั้นว่า ‘Astron’ ที่สอดคล้องกับยุคอวกาศ เพื่อใช้กับนาฬิกาควอตซ์ข้อมือเรือนแรกของโลกที่ผลิตและออกวางจำหน่ายในท้องตลาด และทำการโปรโมตด้วยสโลแกน “สักวันหนึ่ง นาฬิกาทุกเรือนจะถูกสร้างแบบนี้” ซึ่งคำทำนายนั้นอาจจะไม่เป็นจริงไปเสียทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่านาฬิกาควอตซ์กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนวงการนาฬิกาจักรกลได้มากที่สุด และทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงเครื่องบอกเวลาด้วยกลไกชนิดนี้ได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง
Hamilton Pulsar – Digital Emerging

เมื่อเข้าสู่ยุค Space Age ที่ใครๆ ก็พากันหันไปหาระบบดิจิตัลอันแสนจะล้ำในสมัยนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นว่า นาฬิกาจำเป็นต้องบอกเวลาด้วยเข็มนาฬิกาเท่านั้นหรือเปล่า? การบอกเวลาด้วยนาฬิกาที่แสดงค่าด้วยระบบตัวเลขดิจิตัลจึงถือกำเนิดขึ้น นั่นก็คือนาฬิกา Hamilton Pulsar ที่เปิดตัวในปี 1970 นาฬิกาข้อมืออิเล็กทรอนิกส์ดิจิตัลเรือนแรกของโลกชื่อ Pulsar ถูกตั้งขึ้นตามดาวนิวตรอนที่ปล่อยรังสีออกมาอย่างสม่ำเสมอด้วยความแม่นยำสูง ซึ่งบ่งบอกถึงความเที่ยงตรงของนาฬิกาดิจิตัลรุ่นนี้
ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูราวกับหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์ของ Pulsar ทำให้มันได้รับความสนใจจากสาธารณชนในทันทีที่ไปปรากฏโฉมครั้งแรกในรายการ The Tonight Show โดยพิธีกร Johnny Carson ได้สาธิตการทำงานสุดล้ำของนาฬิการะบบดิจิตัลเรือนแรกของโลก ด้วยการกดปุ่มด้านข้างตัวเรือน ทำให้หน้าจอสว่างขึ้นด้วยตัวเลขสีแดง LED แสดงเวลา และหากกดปุ่มนี้ค้างไว้นานขึ้นก็จะปรากฏวินาทีที่กำลังเดิน ตัวนาฬิการุ่นนี้ยังสามารถตั้งเวลาได้ด้วยแท่งแม่เหล็กที่ซ่อนไว้ในสายโลหะอีกด้วย เรียกว่า ล้ำสมัยและง่ายในการอ่านค่าเวลาในชีวิตประจำวันอย่างยิ่ง
ในปี 1972 Hamilton Pulsar P1 รุ่นแรกจึงได้เปิดตัวสู่ท้องตลาดอย่างเป็นทางการ ดีไซน์แนวอวกาศสุดล้ำที่บรรจุไว้ซึ่งเทคโนโลยีที่ทำให้โลกทึ่ง มาในตัวเรือนและสายทรงคุชชันทำจากทองคำ 18 กะรัต เปิดตัวในราคา 2,100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในสมัยนั้นการซื้อนาฬิการาคาเทียบเท่าราคารถยนต์หนึ่งคันก็นับว่าเป็นเรื่องหรูหราไม่น้อย โดยหนึ่งในผู้ที่ได้ครอบครองนาฬิการะบบดิจิตัล 1 ใน 400 เรือนแรก ก็คือราชาร็อกแอนด์โรล Elvis Presley ผู้ผูกพันกับนาฬิกา Hamilton มาตั้งแต่ได้สวมใส่ในภาพยนตร์เรื่อง Blue Hawai

ด้วยความสำเร็จในรุ่นแรก Pulsar P2 รุ่นสเตนเลสสตีลจึงคลอดตามมาติดๆ ในปี 1973 พร้อมดีไซน์ตัวเรือนโค้งมนขึ้นและชิปโมดูลที่ถูกพัฒนาให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น และผู้ที่ให้ความสนใจในนาฬิการุ่นนี้มีทั้งเหล่าคนดังอย่าง Keith Richards, Joe Frazier, Elton John, Giovanni Agnelli ไปจนถึงอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ Gerald Ford จึงเรียกได้ว่า Hamilton ได้ปักธงแสดงความเป็นผู้นำวงการนาฬิกาเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว
Swatch watch – The Swatch Effect

เข้าสู่ยุค ’80s ยุคที่เต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาด แต่วงการนาฬิกาสวิสกลับเงียบงัน สืบเนื่องมาจากการเผชิญหน้ากับ Quartz Crisis ที่ทำให้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสดิ่งลงเหว แต่ด้วยการเกิดขึ้นของนาฬิกา Swatch ในปี 1983 ช่วยทำให้นาฬิกา Swiss Made watch คืนสู่ความนิยมอีกครั้ง อันเนื่องมาจากกลยุทธ์ของ Nicolas G. Hayek แห่งกลุ่ม SMH ที่ต้องการสร้าง ‘นาฬิกาเรือนที่สอง’ ของสวิส ที่มีต้นทุนต่ำ นวัตกรรมล้ำสมัย และเปี่ยมไปด้วยศิลปะและอารมณ์ความรู้สึก ผลลัพธ์จึงกลายเป็นนาฬิกาพลาสติกดีไซน์เรียบง่ายเหมือนกับผืนผ้าใบเปล่าๆ ที่รอศิลปินมาละเลงสี ซึ่งนาฬิกา Swatch นี้ผลิตขึ้นจากชิ้นส่วนต่างๆ เพียง 51 ชิ้นเท่านั้น ตัวเรือนและชิ้นส่วนต่างๆ ประกอบด้วยสายการผลิตอัตโนมัติ มาพร้อมกลไก Swiss Made เรียกได้ว่า ลดทอนชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็น วัสดุราคาสูง งานผลิตด้วยมือที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง แต่ยังคงความเที่ยงตรงที่ทุกคนรู้จักและเชื่อถือได้

นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสในเวลาต่อมา หลังจากเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ Quartz Crisis ที่ทำให้ยอดขายนาฬิกาจักรกลตกลงเป็นประวัติการณ์ การผลิตนาฬิกาจักรกลลดจำนวนลงเป็นเท่าตัวจากเดิมที่เคยผลิตในจำนวนราว 96 ล้านเรือนต่อปี เหลือเพียง 45 ล้านเรือนต่อปีเท่านั้น เช่นเดียวกับการจ้างงานในอุตสาหกรรมนาฬิกาที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เพียงสองปีหลังการเปิดตัว Swatch การผลิตก็ฟื้นกลับขึ้นมาอยู่ที่ 60 ล้านเรือน ในปีนั้น 80% ของการส่งออกนาฬิกาสวิสเป็นนาฬิกาควอตซ์ และในจำนวนนั้น 42% เป็นนาฬิกาพลาสติก กลุ่ม SMH ภายใต้การนำของ Hayek กลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง และด้วยความสำเร็จอย่างต่อเนื่องที่ยืนระยะมาถึงยุค ’90s กลุ่ม SMH จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Swatch Group ในปี 1998
จวบจนถึงทุกวันนี้ นาฬิกาพลาสติกสีสันสนุกสนานที่เข้าถึงคนหมู่มากได้ภายใต้แบรนด์ Swatch ก็ยังคงเป็นนาฬิกาในใจของคนหมู่มาก และยังคงทำหน้าที่เป็นผืนผ้าใบให้ศิลปินได้มาแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด นี่จึงเป็นสาเหตุที่คนรักนาฬิกาทุกคนยังมีพื้นที่พิเศษในใจให้กับนาฬิกาที่อยู่คู่วัยรุ่นยุค ’80s และ ’90s แบรนด์นี้เสมอมา และเราเชื่อว่า นาฬิกาเรือนแรกของนักสะสมหลายคนมักจะเริ่มจากนาฬิกา Swatch สักรุ่นเป็นแน่
Ulysse Nardin Freak – The Disruptor

จริงอยู่ว่า การบอกเวลาด้วยระบบดิจิตัลเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีแห่งการอ่านเวลาบนข้อมือ แต่ถึงอย่างไร นาฬิกาจักรกลที่สะสมพลังงานผ่านการขึ้นลานก็ยังคงเป็นที่นิยมและเชื่อถือ ที่สำคัญวิถีดั้งเดิมของนาฬิกาจักรกลอันเป็นพลังงานอันบริสุทธิ์นี้ยังคงเป็นเสน่ห์ของอุตสาหกรรมนาฬิกาอย่างไม่มีสิ่งใดมาแทนที่ได้ แต่ครั้นจะปล่อยให้ศาสตร์แห่งการบอกเวลาด้วยกลไกไขลานหยุดนิ่งอยู่กับที่คงไม่เป็นผลดีต่ออนาคตของวงการนาฬิกาเป็นแน่ เมื่อเป็นเช่นนั้น การคิดค้นสิ่งใหม่อย่างการบอกเวลาในรูปแบบที่แตกต่างแต่ยังคงขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลจึงถือกำเนิดขึ้น และ Ulysse Nardin Freak ที่เกิดจากแนวคิดของ Rolf Schnyder ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นในปี 2001 เพื่อทลายกรอบจำกัดเดิมๆ ของโลกนาฬิกา ซึ่งยังคงไม่ทิ้งขนบดั้งเดิมในเชิงกลไก แต่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การปฏิวัติวิถีในการบอกเวลาของ Freak กระทำผ่านการมอบหมายหน้าที่ให้กลไกทำหน้าที่บอกเวลาแทนเข็ม โดยบนบาร์เรลเมนสปริงขนาดใหญ่ติดตั้งชุดเฟืองเชิงเส้นที่หมุนครบรอบหนึ่งครั้งต่อชั่วโมง ทำหน้าที่เป็นเข็มนาทีของนาฬิกาไปในตัว ซึ่งการยกกลไกขึ้นมาเฉิดฉายแทนที่หน้าปัดที่เคยรองรับองคาพยพในการบอกเวลาอย่างเข็มนาฬิกา รวมถึงการปรับตั้งค่าเวลาที่ไม่จำเป็นต้องทำผ่านเม็ดมะยม จึงเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ แหวกขนบดั้งเดิมในการบอกเวลา

นอกจากนี้ Freak ยังเป็นนาฬิกาข้อมือเรือนแรกที่ใช้ natural escapement ซึ่งต่างจากเอสเคปเมนต์ชนิดอื่น ๆ เพราะส่งแรงกระตุ้นโดยตรงและสองทิศทางไปยังบาลานซ์ทุกจังหวะ ด้วยโครงสร้างดังกล่าว ดิสก์บอกชั่วโมงจะถูกติดตั้งไว้บนบาร์เรลเมนสปริง และเมื่อเมนสปริงคลายตัว ดิสก์บอกชั่วโมงจะขับเคลื่อนกับรางเฟืองรอบนอกที่ติดตายตัว โดยถูกยึดด้วยสะพานจักรที่ทำหน้าที่เป็นเข็มชั่วโมง ขณะเดียวกัน ดิสก์บอกชั่วโมงจะขับพินเนียนกลาง ซึ่งขับชุดเฟืองทั้งหมดให้หมุนเป็นเข็มนาทีไปบนรางเฟืองด้านบน ด้วยเหตุนี้ ตัวกลไกจึงไม่จำเป็นต้องมีเม็ดมะยมหรือชุดตั้งเวลาอีกต่อไป โดยการขึ้นลานทำได้ผ่านการหมุนด้านหลังตัวเรือน และการตั้งเวลาทำได้โดยหมุนขอบตัวเรือน
อีกทั้ง Freak ยังเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ใช้ชิ้นส่วนซิลิคอน และเปิดยุคใหม่ของวัสดุซิลิคอนในวงการนาฬิกา ด้วยคุณสมบัติของซิลิคอนที่มีความหนาแน่นเพียงหนึ่งในสามของเหล็ก ทำให้มีแรงเฉื่อยต่ำ ต้องการพลังงานน้อยลงในการเคลื่อนที่ ส่งผลให้กลไกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ซิลิคอนยังแข็งแกร่งกว่าเหล็กและมีพื้นผิวที่เรียบลื่น ทำให้ชิ้นส่วนที่สัมผัสกันทำงานได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมันหล่อลื่นและแทบไม่เกิดการสึกหรอ อีกทั้งยังสามารถผลิตได้อย่างแม่นยำสูงในรูปทรงซับซ้อนโดยไม่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติมหลังการผลิต ซิลิคอนยังมีความยืดหยุ่นสูง ทนทาน และสามารถคืนรูปได้ทันทีเมื่อเผชิญกับแรงกระแทก มากไปกว่านั้นมันทนต่อสนามแม่เหล็ก ซึ่งเคยเป็นศัตรูตัวฉกาจของกลไกนาฬิกา
กว่าสองทศวรรษที่ Freak ได้ก้าวเข้ามาเขย่าโลกแห่งการบอกเวลา นาฬิกาตัวแทนความขบถรุ่นนี้ยังคงพัฒนาความล้ำในเชิงนวัตกรรมและดีไซน์อย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะในปี 2023 ที่มีการเปิดตัว Freak ONE ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Freak รุ่นออริจินัลในปี 2001 ซึ่งมาพร้อมบาลานซ์วีลขนาดใหญ่พิเศษและซับซ้อนสูง ตามหลักอากาศพลศาสตร์และแรงเฉื่อยที่สร้างขึ้นจากซิลิคอนชิ้นเดียวทั้งหมด และ lever escapement ที่ทำด้วย DIAMonSIL ซิลิคอนเคลือบเพชรสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ ด้วยความล้ำหน้าอย่างไม่หยุดยั้งทำให้ Freak ONE คว้ารางวัล Iconic Watch จากเวที GPHG 2023 มาครองได้สำเร็จ และยังครองความเป็นตำนานในการสร้างแรงบันดาลใจให้แบรนด์นาฬิกาอิสระแบรนด์ใหม่ๆ กล้าก้าวออกจากกรอบจำกัดเดิมในศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาจักรกล
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – รอล์ฟ ชไนเดอร์ (Rolf Schnyder)
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ซีริล วีเนอรง (Cyrille Vigneron)
The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – คาร์เทียร์ แครช สเกเลตัน (The Cartier Crash Skeleton)


