กลไกระดับตำนานแห่งอุตสาหกรรมนาฬิกาที่มอบทั้งความเที่ยงตรง และสำรองพลังงานได้ยาวนานเหลือเชื่อ

มากกว่ารูปลักษณ์ที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์แล้ว เบื้องหลังเรือนเวลาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางย่อมต้องอาศัยกลไกขับเคลื่อนที่เป็นดั่งหัวใจที่ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวส่งมอบพลังงานไปยังองคาพยพต่างๆ ให้สอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ลองคิดดูว่า สำหรับนาฬิกาจักรกลที่ไม่ต้องพึ่งพาแบตเตอรี่ใดๆ ในการทำงาน สิ่งประดิษฐ์นี้ช่างน่าทึ่งไม่ต่างจากหัวใจของมนุษย์ที่สูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ และกลไกขับเคลื่อนเบื้องหลังเรือนเวลาเหล่านี้คือขุมพลังงานที่ทำให้ฟันเฟืองสำคัญแห่งอุตสาหกรรมนาฬิกายังคงดำเนินต่อไปได้อย่างเสถียรเที่ยงตรง
Jaeger-LeCoultre 920
บางสิ่งเกิดมาเพื่ออยู่เบื้องหลังสปอตไลต์อันเจิดจ้าอย่างแท้จริง เหมือนกับกลไกคาลิเบอร์ 920 ของ Jaeger-LeCoultre กลไกที่ช่วยขับเคลื่อนนาฬิกาสองรุ่นไอคอนิกที่ใครๆ ต่างก็รู้จักและใฝ่ฝันถึงอย่าง Audemars Piguet Royal Oak Ref. 5402ST ปี 1972 และ Patek Philippe Nautilus Ref. 3700/1A ปี 1976
คาลิเบอร์ 920 เป็นกลไกไขลานอัตโนมัติที่มีความบางเฉียบเพียงแค่ 2.45 มม. ซึ่งถือว่าเป็นกลไกอัตโนมัติที่บางที่สุดในโลกที่ใช้โรเตอร์เต็มขนาดแตกต่างจากกลไกอัตโนมัติหลายรุ่นที่อาจจะเพรียวบางกว่า แต่มักเลือกใช้ไมโครโรเตอร์เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเหตุผลที่เลือกใช้ไมโครโรเตอร์เต็มขนาดนั้นก็เพราะคำนึงถึงความแข็งแกร่งทนทานเป็นหลัก
โดยโรเตอร์แบบเต็มขนาดของกลไกชุดนี้ถูกออกแบบให้มีมวลกระจุกตัวอยู่บริเวณขอบนอกมากที่สุด ส่วนที่หนาขึ้นของโรเตอร์นั้นวางซ้อนลงไปในร่องบนเบสเพลตอย่างพอดิบพอดี เพื่อเสริมความมั่นคงระหว่างทำงาน ทั้งยังเลือกใช้วงแหวนเบริลเลียมที่ผสานอยู่กับโรเตอร์ โดยลอยอยู่บนลูกกลิ้งฝังอัญมณีที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ช่วยให้โรเตอร์แกว่งไกวได้อย่างไหลลื่น และว่ากันว่าคุณสมบัติพิเศษอีกประการหนึ่งของโรเตอร์ชนิดนี้คือเสียงขณะขึ้นลานที่ฟังดูหรูหราแบบที่ภาษา Gen Z คงต้องเรียกว่า ‘ติดแกลม’ เลยทีเดียว
นอกจากนี้ยังเลือกใช้บาลานซ์วีลแบบฟรีสปริง Gyromax ที่ใช้ตุ้มน้ำหนักปรับอิเนอร์เชียในการควบคุมความเที่ยงตรง ซึ่งมีความเสถียรมากกว่าการใช้ตัวปรับเพื่อเปลี่ยนความยาวของสปริงจักรกล โดยบาลานซ์ชนิดนี้ทำงานที่ความถี่ 19,800 ครั้งต่อชั่วโมง

นอกเหนือจากคุณสมบัติเหนือชั้น คุณูปการของคาลิเบอร์ 920 นั้น ยิ่งใหญ่ไปมากกว่าแค่เป็นกลไกที่ใช้ขับเคลื่อนนาฬิการุ่นไอคอนิกในบางรหัสอย่าง Royal Oak และ Nautilus ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น รวมถึง Vacheron Constantin หลายรุ่นด้วยกัน แต่ไม่เคยใช้ในนาฬิกาของ Jaeger-LeCoultre เองเลยด้วยซ้ำ ซึ่งการอยู่เบื้องหลังนาฬิกาของแบรนด์ที่นักสะสมยกให้เป็นแบรนด์ระดับ Holy Trinity ของคาลิเบอร์ 920 นั้นต้องบอกว่า ถ้าเป็นบทบาทในซีรีส์ก็คงเป็นบทพระรองที่มีความสำคัญต่อพล็อตเรื่องอย่างยิ่ง โดยเฉพาะบทบาทในการช่วยกอบกู้ Audemars Piguet จากวิกฤตควอตซ์ ผ่านนาฬิกาปฏิทินถาวร Ref. 5548 ซึ่งเป็นนาฬิกาปฏิทินถาวรกลไกอัตโนมัติที่บางที่สุดในโลก ณ ช่วงเวลานั้น ซึ่งกลายเป็นเรือนเวลาจักรกลที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงท่ามกลางห้วงเวลาที่ใครๆ ต่างพากันหันไปหาควอตซ์ที่ตอบโจทย์ในชีวิตประจำวันมากกว่า
ทุกวันนี้คาลิเบอร์ 920 ถูกผลิตโดย Audemars Piguet และยังคงทำหน้าที่เป็นหัวใจของนาฬิกาปฏิทินถาวรกลไกอัตโนมัติส่วนใหญ่ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Royal Oak Ultra-Thin 15202ST รุ่นที่นักสะสมทั่วโลกต่างปรารถนา นอกจากนี้ยังอยู่เบื้องหลัง Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-Thin หนึ่งในนาฬิกาปฏิทินถาวรแนวสปอร์ตที่ดีที่สุดในวงการนาฬิกายุคปัจจุบัน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะผ่านมากว่า 54 ปีมาแล้วคาลิเบอร์ 920 ก็ยังคงมีความสำคัญและร่วมสมัยอย่างยิ่ง
Zenith El Primero
ถ้าคาลิเบอร์ 920 ได้รับรางวัลพระรองดีเด่น Zenith El Primero คงต้องได้เข้าชิงรางวัลพระเอกดีเด่นเป็นแน่ เพราะเรื่องราวและประสิทธิภาพของกลไกในตำนานของ Zenith ชุดนี้ช่างน่าประทับใจ และมันยังคงเป็นกลไกที่ Zenith ไว้วางใจมาจนถึงปัจจุบัน

El Primero เกิดขึ้นในปี 1962 เมื่อผู้บริหารของ Zenith เริ่มวางแผนฉลองครบรอบ 100 ปีของบริษัทในปี 1965 และมีแนวคิดสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างคาลิเบอร์โครโนกราฟกลไกอัตโนมัติ ซึ่งในยุค ’60s โลกยังไม่มีนวัตกรรมนี้ และแน่นอนว่า Zenith ต้องการเป็นแบรนด์แรกของโลกที่สร้างตำนานในเชิงกลไกประเภทดังกล่าว ต่อมาในปี 1963 Zenith จึงเริ่มโครงการพัฒนา ณ เวิร์กช็อปที่ Les Ponts-de-Martel
เดิมที Zenith ตั้งใจให้เครื่องใหม่นี้มีความถี่ในระดับมาตรฐาน แต่ต่อมาถูกท้าทายให้เพิ่มความถี่เป็น 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง ซึ่งถือว่าท้าทายอย่างยิ่ง พร้อมทั้งยังตั้งสเปกสูงลิบ ตั้งแต่ระบบอัตโนมัติแบบอินทิเกรตมาพร้อมคอลัมน์วีล โรเตอร์กลางบนตลับลูกปืน พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง และต้องขึ้นลานสองทิศทาง และต้องมีความบางเกือบเท่ากลไกไขลานทั่วไป และกระบวนการผลิตยังต้องทำด้วยมาตรฐานสูงจนแทบไม่ต้องปรับแต่งภายหลัง ทำให้โครงการพัฒนาล่าช้าจากกำหนดเดิมเนื่องจากความไม่แน่ใจในแนวโน้มความนิยมของกลไกอัตโนมัติที่อาจลดลงจากกระแสควอตซ์เริ่มมาแรง แต่ในเมื่อได้ยินว่าแบรนด์คู่แข่งเตรียมเปิดตัวกลไกโครโนกราฟอัตโนมัติเช่นกัน ทำให้ Zenith ต้องเร่งผลิตกลไกสเปกสูงนี้ให้สำเร็จ
จนกระทั่งปี 1969 Zenith จึงได้เปิดตัวกลไกคาลิเบอร์ El Primero 3019 PHC กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติความถี่สูงชุดแรกของโลก ซึ่งเดินด้วยความถี่ 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง วัดเวลาได้ละเอียดถึง 1/10 วินาที มีพลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันจับเวลา 12 ชั่วโมง/30 นาที และแสดงวันที่ ทั้งหมดนี้บรรจุอยู่ในกลไกที่มีความหนาเพียง 6.5 มม. เท่านั้น El Primero ถูกติดตั้งในรุ่น A384, A385, A386, A781, A787 และรุ่น triple-calendar A7817 Espada รวมถึงรุ่นตัวเรือนทอง-สตีล G381และ G582
ถึงแม้ประสิทธิภาพจะยอดเยี่ยมสักแค่ไหน แต่ยอดขายกลับไม่ได้เปรี้ยงปร้างถึงขนาดช่วยพลิกฟื้นบริษัทในช่วงวิกฤตได้ และในที่สุด Zenith ก็ต้องถูกขายให้กลุ่มทุนอเมริกันภายใต้ชื่อ Zenith Radio Corporation ในปี 1971 และด้วยกระแสควอตซ์ที่มาแรงเกินต้านทาน ทำให้ผู้บริหาร สั่งยุติการผลิตกลไกจักรกลในปี 1975 พร้อมขายแท่นปั๊มและอุปกรณ์ทั้งหมดเป็นเศษเหล็กในปี 1976


El Primero คงสิ้นชื่อและกลายเป็นเพียงเศษเหล็กที่ถูกหลอมเป็นสิ่งอื่นไปเสียแล้ว หากปราศจากช่างนาฬิกาชื่อ Charles Vermot ผู้เริ่มปฏิบัติการลับร่วมกับพี่ชาย แอบขนชิ้นส่วนและแบบพิมพ์ทั้งหมดขึ้นไปซ่อนไว้ภายหลังผนังที่เขาสร้างขึ้นเองบนชั้นบนสุดของโรงงาน นั่นจึงเป็นที่มาของตำนานกลไกที่เกือบสูญพันธุ์ และความกล้าหาญของช่างนาฬิกาผู้ปกป้องมันไว้ ก่อนจะได้หวนคืนสู่มือแบรนด์นาฬิกาสวิสในปี 1978
ภายในปี 1999 Zenith เข้าสู่กลุ่ม LVMH ทำให้เกิดการพัฒนา คาลิเบอร์รุ่นใหม่มากมาย แตกแขนงรุ่นย่อยต่างๆ ออกมาเกือบร้อยรุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Grande Class Traveller Minute Repeater ในปี 2007 ที่พ่วงฟังก์ชันมินิทรีพีทเตอร์ ตั้งเวลาปลุก และบอกเวลาสองไทม์โซนเข้าไปด้วย รุ่น DEFY El Primero 21 ที่วัดเวลา 1/100 วินาทีด้วยความถี่ 50Hz และในล่าสุด DEFY Skyline Chronograph รุ่นฉลองครบรอบ 160 ปีของแบรนด์ก็ยังเลือกใช้กลไก El Primero คาลิเบอร์ 3600 ที่ปรับปรุงโครงสร้างให้โมดูลาร์สามารถสำรองพลังงานได้ 60 ชม. นับเป็นการเชิดชูความเป็นเลิศของกลไกระดับตำนานที่เกือบดับสูญได้อย่างสมศักดิ์ศรี
Grand Seiko 9R Spring Drive

ถ้าหากมีพลังงานรูปแบบอื่นเข้ามาผสมผสานกับการทำงานของกลไกนาฬิกาจักรกลจะเกิดอะไรขึ้น นี่เป็นข้อสงสัยที่ใครหลายคนคงนึกอยู่ในใจ แต่ถ้าจะมีใครทำให้เกิดขึ้นจริงนั่นคงเป็น Yoshikazu Akahane วิศวกรหนุ่มแห่ง Grand Seiko ผู้เริ่มคิดค้นกลไก Spring Drive ที่ผสานแรงบิดระดับสูงของนาฬิกาจักรกลเข้ากับแผงวงจรรวม [Integrated Circuit (IC)] ที่มีความเที่ยงตรงสูงของนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องใช้เวลาวิจัยและพัฒนาถึง 20 ปี จึงประสบผลสำเร็จ
หลายคนสงสัยว่า แหล่งที่มาของพลังงานที่เกิดจากกลไก Spring Drive มาจากที่ใดกันแน่ ต้องบอกว่าอันที่จริงแล้ว Spring Drive ก็ใช้พลังงานจากเมนสปริงเช่นเดียวกับนาฬิกาจักรกลรุ่นอื่นๆ ซึ่งวิธีการสร้างพลังงานแบบดั้งเดิมนี้ทำให้นาฬิกาทำงานได้อย่างอิสระ และไม่ต้องใช้แบตเตอรี่หรือแหล่งพลังงานอื่นๆ การขึ้นลานทำได้ด้วยการหมุนเม็ดมะยม หรือการขยับข้อมือเพื่อกักเก็บพลังงานเช่นเดียวกับนาฬิกาจักรกลทั่วไป ภายหลังจากขึ้นลานแล้วพลังงานจะถูกส่งไปยังฟันเฟือง และถูกใช้เพื่อขับเคลื่อนเข็มนาฬิกาโดยที่สปริงจะคลายกำลังลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการสะสมพลังงานด้วยเมนสปริงทำให้เข็มนาฬิกาเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่น กลายเป็นเอกลักษณ์ของระบบ Spring Drive จาก Grand Seiko
ในเมื่อกลไกจักรกลก็ทำงานได้ดีอยู่แล้ว ทีนี้วงจรอิเล็กทรอนิกส์และผลึกควอตซ์ถูกใส่เข้ามาด้วยเหตุผลกลใดกันแน่ ต้องบอกว่า ทุกระบบมีข้อดีและข้อเสียในตัวเองเสมอ และ Spring Drive ขออุดช่องโหว่นั้นด้วยตัวปรับตั้งแบบประสานทั้งสามระบบ (Tri-Synchro Regulator) ที่ช่วยควบคุมและประสานทุกระบบให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทำหน้าที่ผสานพลังงานกลไกจากเมนสปริง สร้างสัญญาณอ้างอิงผ่านทาง IC/ออสซิลเลเตอร์แบบควอตซ์ รวมถึงผสานพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อเป็นแรงเบรกให้กับโรเตอร์/สเตเตอร์ เมื่อทั้งสามระบบนี้ทำงานรวมกันเป็นหนึ่งเดียวจะสามารถควบคุมวิธีที่สปริงคลายกำลังและทำให้การเคลื่อนไหวของเข็มวินาทีมีความเที่ยงตรงยิ่งขึ้น และมีการเดินที่เรียบรื่นและเงียบสงัด กลายเป็นเอกลักษณ์ของ Spring Drive ที่สาวกนาฬิกาทั่วโลกหลงรัก

หากจะให้อธิบายการทำงานของ Spring Drive ให้ละเอียดยิ่งขึ้นต้องบอกว่ากลไกชนิดนี้ใช้ระบบที่คล้ายคลึงกับระบบไฟในจักรยานที่ได้รับพลังงานไฟฟ้าที่มาจากการปั่นโรเตอร์ที่เชื่อมอยู่กับปลายของล้อเฟืองที่ทำงานร่วมกับสเตเตอร์ที่ขึ้นลานด้วยเส้นโลหะเพื่อสร้างพลังงาน โดยโรเตอร์จะหมุนครบ 8 รอบภายในทุกๆ วินาที ทำให้สร้างกระแสไฟฟ้าขนาดย่อมได้ จากนั้นพลังงานไฟฟ้าที่สร้างขึ้นด้วยโรเตอร์จะถูกใช้เพื่อให้ออสซิลเลเตอร์แบบควอตซ์และ IC ทำงานได้ ออสซิลเลเตอร์แบบควอตซ์จะส่งสัญญาณความถี่ที่ 32,768 เฮิรตซ์ ที่อ้างอิงไปยัง IC ได้อย่างแม่นยำ ซึ่ง IC นี้จะทำหน้าที่เปรียบเทียบสัญญาณอ้างอิงจากออสซิลเลเตอร์แบบควอตซ์กับความเร็วในการหมุนครบรอบของล้อเลื่อน แล้วจะใช้เบรกพลังงานแม่เหล็กเป็นช่วงๆ หากตรวจพบว่าโรเตอร์ทำงานเร็วเกินไป การควบคุมโรเตอร์นี้จะส่งสัญญาณไปยังล้อเฟืองเพื่อให้แน่ใจได้ว่า เข็มนาฬิกาจะเคลื่อนที่ได้อย่างเที่ยงตรง
ทุกชิ้นส่วนของกลไก Spring Drive ยังประกอบขึ้นด้วยมือ โดยมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นเพื่อให้แน่ใจได้ว่าทุกชิ้นส่วนจะทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และมีตำแหน่งหล่อลื่นอย่างน้อย 80 แห่งในนาฬิกาแบบสามเข็ม และ 140 แห่งในนาฬิกาโครโนกราฟ แม้กระทั่งการใช้น้ำมันหล่อลื่นตามจุดต่างๆ ยังเป็นการหยอดด้วยมือ ซึ่งต้องใช้เวลาและทักษะขั้นสูงในการหยอดน้ำมันหล่อลื่นลงตรงจุดต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ การปรับแต่งและการขัดเกลาชิ้นส่วนกลไกล้วนทำขึ้นด้วยมือเช่นกัน Spring Drive จึงเป็นนวัตกรรมกลไกที่ผสานศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกันอย่างพิถีพิถันและผสานส่วนที่ดีที่สุดของพลังงานต่างชนิดให้ขับเคลื่อนวงการนาฬิกาสู่อนาคตได้อย่างงดงาม
กลไก Spring Drive ยังถูกพัฒนาต่อยอดไปอีกหลายคาลิเบอร์ด้วยกัน ที่โดดเด่นเห็นจะเป็นคาลิเบอร์ 9RB2 ซึ่งเป็นการยกระดับความแม่นยำให้สูงขึ้น โดยผ่านการรับรองมาตรฐาน Ultra Fine Accuracy (U.F.A.) ที่ให้อัตราความเที่ยงตรงในการทำงานที่น่าทึ่งถึงระดับไม่เกิน 20 วินาทีต่อปี หรือประมาณไม่เกิน 3 วินาทีต่อเดือน ซึ่งถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการวัดระดับความเที่ยงตรงของกลไกสำหรับนาฬิกาข้อมือที่ขับเคลื่อนด้วยสปริงลาน และยังสามารถสำรองพลังงานได้ถึง 72 ชั่วโมง หรือ 3 วันเลยทีเดียว ด้วยการมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า พัฒนาการของ Spring Drive จะไปได้สุดถึงขั้นไหนกันแน่
SUPER POWER
การสำรองพลังงานให้นาฬิกาจักรกลสามารถขับเคลื่อนชิ้นส่วนต่างๆ ผ่านการสะสมพลังงานจากเมนสปริงในบาร์เรล ก่อนจะส่งผ่านพลังงานที่ค่อยๆ ปล่อยไปยังชิ้นส่วนฟันเฟืองต่างๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนฟังก์ชันการทำงานอยู่เบื้องหลังคือพลังงานอันน่าทึ่ง และเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของนาฬิกาจักรกล เรือนเวลาที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกอันทรงพลังเหล่านี้คือผลผลิตอันน่าทึ่งที่แสดงถึงความสามารถในการสั่งสมพลังงานอันยาวนานเหลือเชื่อ
Vacheron Constantin Traditionnelle Twin Beat Perpetual Calendar


นับเป็นอีกหนึ่งนาฬิกาคอมพลิเคชันซับซ้อนที่สั่งสมขุมพลังได้มหาศาล สำหรับรุ่น Traditionnelle Twin Beat Perpetual Calendar ที่รวบรวมฟังก์ชัน แสดงชั่วโมง นาที วันที่ เดือน และรอบปีอธิกสุรทินเข้าไว้ด้วยกัน และยังสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 65 วัน เรียกได้ว่าสำรองพลังงานได้ 2 เดือนเต็มเลยทีเดียว การสะสมพลังงานอันยาวนานถึงเพียงนั้นทำได้ผ่านการทำงานของกลไก 3610 QP ที่ทางแบรนด์พัฒนาขึ้นเอง ความชาญฉลาดของกลไกคาลิเบอร์นี้คือ ในยามที่คุณไม่ได้สวมใส่นาฬิกา กลไก 3610 QP จะทำงานช้าลง เพื่อกักเก็บพลังงานสำรองที่ขยายต่อไปได้ถึง 65 วันเป็นอย่างน้อย รวมถึงยังพ่วงระบบการเปลี่ยนรูปแบบการบอกเวลาโดยไม่สูญเสียพลังงานระหว่างโหมดแอ็กทีฟความถี่สูง 5 เฮิรตซ์ และโหมดสแตนด์บายความถี่ต่ำที่เดินด้วยความถี่ 1.2 เฮิรตซ์ ที่อยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตร ซึ่งโหมดสแตนด์บายดังกล่าวจะปลดล็อกการขยายเวลาสำรองพลังงานได้อย่างยาวนานเหลือเชื่อ และยังมีความเสถียรสูงสุดอีกด้วย โดยการสลับโหมดได้อย่างฉับพลันนี้ บาลานซ์วีลทั้งแบบแอ็กทีฟและสแตนด์บายขับเคลื่อนโดยตลับลานอันเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกระจายพลังงานและเป็นวิธีเดียวที่จะมีตัวบ่งชี้การสำรองพลังงานเพียงอันเดียว
ไม่เพียงแต่ทรงพลังและชาญฉลาด กลไก 3610 QP ยังมีการขัดแต่งและตกแต่งพื้นผิวอย่างประณีตงดงาม โดยแผ่นกลไกและสะพานจักรตกแต่งด้วยลวดลาย Côtes de Genève เคลือบด้วย NAC ซึ่งเป็นการรมดำที่ให้ความแข็งแรงและความทนทานที่เหนือชั้นกว่าเมื่อเทียบกับวิธีการอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน นี่จึงเป็นกลไกที่เพียบพร้อมทุกประการและยังแสดงถึงความล้ำหน้าในเชิงนวัตกรรมกลไกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
A. Lange & Söhne LANGE 31


ภายใต้รูปลักษณ์สุภาพสุขุมแบบสุภาพบุรุษเต็มตัว LANGE 31 ซ่อนขุมพลังไว้มหาศาล เพราะนี่คือนาฬิกาข้อมือกลไกไขลานที่มาพร้อมพลังลานสำรองยาวนานถึง 31 วัน และกลไกเอสเคปเมนต์แบบแรงคงที่ (constant-force escapement) ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเฉพาะ เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงานสำรองสูงถึงหนึ่งเดือนเต็ม กลไกที่อยู่เบื้องหลังต้องสามารถกักเก็บพลังงานในปริมาณมหาศาล ซึ่งทำได้โดยใช้เมนสปริงสองเส้นที่มีความยาวถึง 1,850 มิลลิเมตรต่อเส้น จัดว่ายาวกว่านาฬิกาจักรกลทั่วไปที่มีกำลังลานสำรองระดับมาตรฐานถึงประมาณ 10 เท่าเลยทีเดียว
ผู้อยู่เบื้องหลังพลังงานสำรองอันยาวนานนี้ก็คือคาลิเบอร์ L034.1 ซึ่งการใช้เมนสปริงที่มีความยาวถึงเพียงนี้นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับทีมวิศวกร ความท้าทายแรกที่ต้องเผชิญคือการถ่ายทอดพลังงานมหาศาลไปยังกลไกอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ ซึ่งถูกแก้ไขด้วยการพัฒนากลไกเอสเคปเมนต์แบบแรงคงที่ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเฉพาะ ทำให้การปล่อยพลังงานทำได้อย่างเสถียร ส่วนความท้าทายที่สองเกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนการขึ้นลาน ด้วยความยาวของเมนสปริงทำให้การขึ้นลานด้วยเม็ดมะยมตามปกติทำได้ค่อนข้างยากและใช้เวลานานกว่าปกติ เมื่อเป็นเช่นนั้น LANGE 31 จึงถูกออกแบบให้ขึ้นลานด้วยกุญแจพิเศษ ซึ่งสร้างแรงกดมากกว่าระบบการขึ้นลานด้วยเม็ดมะยมอย่างมาก ทำให้สามารถได้มาซึ่งพลังงานสำรองอย่างเต็มเปี่ยมและแก้ไขปัญหาเรื่องความยุ่งยากในการขึ้นลานไปได้อย่างราบรื่น
Bovet Amadeo® Fleurier Braveheart® Tourbillon

Bovet จัดเป็นแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ที่ให้ความสำคัญกับการสำรองพลังงานของนาฬิกาจักรกลเสมอมา นับตั้งแต่ปี 1910 ที่ Bovet ได้ผลิตนาฬิกาพกที่สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 370 วัน เรียกได้ว่า ยาวนานกว่าหนึ่งปีเต็มเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นสถิติพลังงานสำรองที่ยาวที่สุดที่นาฬิกาจักรกลสามารถทำได้ และยังคงเป็นตำนานจวบจนถึงทุกวันนี้
ทุกวันนี้เมซง Bovet ในยุคปัจจุบันอาจจะไม่ได้ผลิตนาฬิกาที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึงเพียงนั้น ด้วยคำนึงถึงการหาสมดุลระหว่างความเที่ยงตรงและความบางของตัวเรือนที่อาจผันแปรไปได้หากมุ่งเน้นเฉพาะเรื่องการสำรองพลังงานเป็นหลัก แต่ถึงอย่างไรทางเมซงก็ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสามารถในการกักเก็บพลังงานให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยนาฬิกาคอลเลกชันต่างๆ ของ Bovet สามารถสำรองพลังงานได้มากกว่ามาตรฐานทั่วไปของนาฬิกาจักรกลที่มักกำหนดไว้ที่ 48 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่สำรองพลังงานได้ 5 วันไปจนถึงยาวนานกว่า 22 วัน หรืออย่างนาฬิการุ่น 19Thirty ก็ยังสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 7 วัน โดยอาศัยเมนสปริงเพียงชุดเดียว จึงไม่ทำให้ความหนาของตัวเรือนเพิ่มขึ้น
แต่ถ้าพูดถึงนาฬิกาของ Bovet ที่สำรองพลังงานได้สูงสุดคงต้องเป็น Amadeo® Fleurier Braveheart® Tourbillon ที่สำรองพลังงานได้ถึง 22 วัน เพื่อให้ได้พลังงานสำรองยาวนานถึงเพียงนั้น กลไกต้องถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดโดยยังต้องคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งานควบคู่กับประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นที่มาของกลไกพิเศษที่มาพร้อมกลไกแสดงวินาทีแบบ double co-axial ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ครั้งแรกของโลกที่มีการแสดงวินาทีสองด้านบนแกนทูร์บิญองเดียวกัน
ทูร์บิญองของ Braveheart® โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมใหม่ทั้งหมด นวัตกรรมสำคัญคือการย้ายจุดรองรับของทูร์บิญองไปไว้กึ่งกลางแกน เพื่อช่วยลดแรงกด ลดน้ำหนักถ่วง และทำให้ทูร์บิญองลอยตัวราวกับไร้น้ำหนักในพื้นที่โปร่งใสของแผ่นเพลตแบบสามในสี่ ระบบบาลานซ์ยังมาพร้อมเฟลลี่แบบสามก้านพร้อมตุ้มน้ำหนักทรงหยดน้ำที่ช่วยเพิ่มแอโรไดนามิก ส่วนแฮร์สปริงใช้รูปทรงทรงกระบอก (cylindrical hairspring) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในวงการนาฬิกาและต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางขั้นสูง เพื่อทำให้การแกว่งสมมาตรสมบูรณ์ และให้ความเที่ยงตรงสูงสุด
ส่วนด้านประสิทธิภาพในการสำรองพลังงานยาวนานถึง 22 วัน เกิดขึ้นจากบาร์เรลคู่ที่ใช้สปริงยาวถึง 104 ซม. และเพื่อให้การไขลานทำได้ง่ายขึ้น จึงได้พัฒนาระบบเฟืองทรงกลมแบบจดสิทธิบัตร ช่วยเพิ่มอัตราทดเป็นสองเท่า ทำให้ไขลานเสร็จได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องออกแรงมากเกินจำเป็น
Hublot MP-11

สำหรับ Hublot แบรนด์นาฬิกาที่เรามักจะนึกถึงรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตามาก่อนเรื่องอื่น แต่ถ้าพูดถึงความทรงพลังงานของกลไกที่สำรองพลังงานได้ยาวนาน คอลเลกชัน MP คือลำดับต้นๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวทันที โดยเฉพาะรุ่น MP-11 ที่ไม่เพียงแต่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 14 วัน หรือ 2 สัปดาห์เต็มๆ แต่ยังมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งในเชิงดีไซน์และวัสดุแซฟไฟร์โปร่งใสพร้อมอวดโฉมกลไกภายในอย่างเต็มตา
ความทรงพลังของ MP-11 นั้นอยู่ที่บาร์เรล 7 ชุดที่ถูกจัดเรียงในแนวตั้งแบบแกนร่วม จัดวางอยู่ด้านหน้ากลไกโดยทำมุม 90 องศา ถึงแม้จะใช้บาร์เรลถึง 7 ชุดเพื่อความทรงพลังสูงสุด แต่ยังสามารถรักษาความบางของกลไกไว้ที่ 10.9 มม. เพื่อส่งต่อพลังงาน 336 ชั่วโมงสู่กลไก Hublot ได้พัฒนาระบบส่งกำลังเฉพาะทางแบบ 90 องศาผ่านเฟืองเกลียวเวิร์มที่ทำงานตามหลัก endless screw และสามารถมองเห็นได้ชัดเจนบริเวณตำแหน่ง 9-10 นาฬิกา เพื่อความสมดุล Hublot จึงจัดวางบาลานซ์ไว้ที่ 2 นาฬิกา และอัตราการเดินที่ 4 นาฬิกา กลไก HUB9011 จำนวน 270 ชิ้นส่วนยังมาพร้อมระบบปรับเทียบอินเด็กซ์แบบจดสิทธิบัตรและเอสเคปเมนต์ทำจากซิลิคอนที่ช่วยป้องกันการรบกวนทั้งจากสนามแม่เหล็กและความร้อน
การแสดงพลังงานสำรองแสดงค่าผ่านดิสก์ที่หมุนช้าเป็นพิเศษ (หนึ่งรอบทุกสองสัปดาห์) แสดงพลังงานสำรองอย่างใกล้ชิดที่สุดกับต้นกำเนิดพลังงานที่หัวของบาร์เรลเรียงแถวทั้งเจ็ด การรวมพลของบาร์เรลถึง 7 ชุดนี้ คงทำให้หลายคนเป็นกังวลเรื่องความลำบากในการไขลาน ซึ่ง Hublot ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้จึงได้เลือกใช้เม็ดมะยมขนาดใหญ่ลายเวิร์มสกรู และยังนำเสนอทางเลือกในการไขลานด้วยการใช้ปากกา Torx แบบไฟฟ้า
MP-11 จึงเป็นเรือนเวลาล้ำสมัยที่แสดงออกถึงความพยายามเพิ่มพลังงานสำรองให้เต็มประสิทธิภาพในยุคที่ใครๆ ต่างหันไปพึ่งพาพลังงานรูปแบบอื่นที่สะดวกง่ายดายกว่า แต่ขุมพลังที่กักเก็บด้วยวิถีดั้งเดิมของเรือนเวลาจักรกลคือความพยายามสูงสุดของมนุษย์ที่มุ่งก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
เจาะลึกแก่นแท้แห่งกาลเวลาไปกับ Bernhard Lederer และศิลปะแห่งเอสเคปเมนต์


