ยุคสมัยที่ยังไม่มีเครื่องจักร CNC ช่างนาฬิกายุคก่อนสร้างนาฬิกาขึ้นมาได้อย่างไร โปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre ของ Ferdinand Berthoud จะพาไปไขคำตอบ

จุดกำเนิด Naissance d’une Montre
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 ได้เกิดโปรเจ็กต์ซีรีส์นาฬิกา Naissance d’une Montre (กำเนิดนาฬิกา) โดยมูลนิธิ Time Æon ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฟิลิปป์ ดูฟูร์ (Philippe Dufour) โรแบร์ กรูเบล (Robert Greubel) และ สตีเฟน ฟอร์ซีย์ (Stephen Forsey) พวกเขากังวลว่าความรู้ที่จำเป็น ต่อการสร้างนาฬิกาด้วยมือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตัดเฟือง การขัดก้าน พิเนียน หรือการให้ความร้อนเหล็กจนเป็นสีน้ำเงิน กำลังใกล้จะสูญหาย และหากต้องการรักษาศิลปะเหล่านี้ ก็ต้องลงมือทำจริง และต้องบันทึก รายละเอียดอย่างเป็นระบบเพื่อให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ได้
คาร์ล-ฟรีดริช ชอยเฟเล (Karl-Friedrich Scheufele) ก็เป็นผู้ที่สนใจในศาสตร์นาฬิกาอย่างลึกซึ้ง โดยเขาเป็นผู้ผลักดันเรื่องการถ่ายทอด
องค์ความรู้และการอนุรักษ์ทักษะหัตถศิลป์ดั้งเดิมมาโดยตลอด ทั้งใน
คอลเลกชัน Chopard L.U.C Haute Horlogerie รวมถึงการฟื้นคืนชีพ
ให้กับแบรนด์ Ferdinand Berthoud เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นแบรนด์
ที่เชี่ยวชาญนาฬิกาโครโนมิเตอร์ที่ใช้กลไกและเทคนิคดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากศตวรรษที่ 18 และในวาระครบรอบ 10 ปีของแบรนด์ Naissance d’une Montre 3 ซึ่งใช้เวลาในการสร้างสรรค์นาน 6 ปีก็คือเป็นบทสรุปของ
ความพยายามอันงดงามนี้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
“นี่คือโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่สุดโปรเจ็กต์หนึ่งของเราเลยครับ เป็น งานร่วมกันระหว่าง Ferdinand Berthoud และ Chopard ที่มีช่างผู้เชี่ยวชาญถึง 80 คนจากหลากหลายแขนงเข้ามาร่วมมือกัน จุดที่ท้าทายที่สุดคือ ทุกชิ้นส่วนต้องถูกสร้างขึ้นด้วยเครื่องมือแบบแมนวลทั้งหมด ไม่มีเครื่องมือ ดิจิตัล ไม่มีเครื่อง CNC การทำงานในลักษณะนี้ผลักทุกคนให้ก้าวข้าม ขีดจำกัดของตัวเองจริงๆ”
Vincent Lapaire ผู้จัดการทั่วไปของ Ferdinand Berthoud
แวงซองต์ ลาแปร์ (Vincent Lapaire) ผู้จัดการทั่วไปของ Ferdinand Berthoud อธิบาย ตอนเดินทางมาเปิดตัวผลงานนี้ที่บูติก SHH Pendulum ที่กรุงเทพฯ “มันต่างจากโปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre 1 และ 2 ตรงที่งานชุดนั้นเป็นการร่วมมือของช่างอิสระ หลายท่าน แต่ Naissance d’une Montre 3 เป็นผลงานที่สร้างโดยทีม Ferdinand Berthoud และ Chopard ทั้งหมด”



เบื้องหลังการผลิตอันแสนซับซ้อน
เพื่อสร้าง Naissance d’une Montre 3 ทีมงานที่เมืองฟลอริเยร์ได้กันพื้นที่หนึ่งภายในโรงงานและเติมเต็มด้วยเครื่องมือยุคเก่า แทนที่จะเป็น แถวเครื่อง CNC เรียงรายอย่างที่พบในโรงงานปัจจุบัน พวกเขาใช้เวลาหลายเดือนในการกำหนดวิธีทำชิ้นส่วนแต่ละชิ้น และทำความคุ้นเคยกับนิสัยใจคอของเครื่องมือโบราณเหล่านั้น กว่าจะเชี่ยวชาญจนสามารถผลิตงานที่ผ่านมาตรฐานความเที่ยงตรงและคุณภาพเข้มงวดของโปรเจ็กต์ได้อย่างแท้จริง
นาฬิกา Naissance d’une Montre 3 คือการผสมผสานงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมในรูปแบบบริสุทธิ์เข้ากับโซลูชันทางกลไก ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวใจของการรักษาความเที่ยงตรงของเวลา ตัวเรือนประกอบด้วยระบบฟิวเซ่-โซ่ (fusée-and-chain) กลไกหยุดลานแบบเบรเกต์ (Breguet stop work) และบาลานซ์วีลแบบไบเมทัลลิกเพื่อชดเชยอุณหภูมิ ผลงานนี้นำแรงบันดาลใจทั้งทางด้านวิศวกรรมและการออกแบบมาจาก Montre Astronomique No. 3 ซึ่งฌอง มาร์แต็ง สร้างให้กับ Ferdinand Berthoud ในปี 1806 “คุณชอยเฟเลได้ซื้อผลงานนี้กลับมาเมื่อเราเริ่มคืนชีพให้แบรนด์ เรานำการจัดวางกลไก ฟิวเซ่และโซ่ ตลอดจนบาลานซ์แบบไบเมทัลลิกกลับมา ถอดความใหม่ แล้วพลิกสถาปัตยกรรมกลไกให้สอดคล้องกับนาฬิกาข้อมือสมัยใหม่” มร. ลาแปร์เล่า



ตั้งแต่สเก็ตช์แรกจนถึงการส่งมอบนาฬิกาเรือนแรก ต้องใช้เวลาร่วม 11,000 ชั่วโมง กลไกแต่ละเรือนประกอบด้วยชิ้นส่วน 747 ชิ้น โดยในจำนวนนั้นมีชิ้นส่วนของโซ่อยู่ถึง 477 ชิ้น ตัวเรือนมีขนาด 44 มม. หนา 13 มม. พร้อมด้านข้างโค้งมน ขอบตัวเรือนแบบเว้า ขาสายนาฬิกาเชื่อมติด (welded lugs) และเม็ดมะยมขนาดใหญ่แกะลายร่องด้วยมือ การขึ้นรูปเส้นสายทั้งหมดนี้ด้วยเครื่องมือแบบใช้มือไม่ใช่เรื่องเล็กเลย จึงต้องอาศัยเทคนิคจากทั่วทั้ง กลุ่ม Chopard การหล่อแบบขี้ผึ้ง (lost-wax casting) ซึ่งมักใช้ในงาน เครื่องประดับ ถูกนำมาใช้ผลิตโครงกลางตัวเรือนและขอบตัวเรือน เนื่องจากเส้นโค้งซ่อนรูปของมันยากต่อการขึ้นรูปด้วยเครื่องจักรทั่วไป จากนั้นจึงใช้การกลึง กัด และบิดเกลียวเพื่อสร้างรูปทรงพื้นฐาน เมื่อได้ชิ้นส่วนแล้ว จึงส่งต่อไปยังโต๊ะเก็บงาน ขาสายถูกเชื่อมติดเข้ากับตัวเรือนกลาง และงานแกะสลักรวมถึงการประทับตราต่างๆ ถูกทำขึ้นด้วยมือทั้งหมด

กลไก Calibre FB-BTC.FC ใช้โครงสร้างแบบกลับด้าน (inverted construction) โดยบริดจ์และเพลตถูกยึดเข้าด้วยกันด้วยแกนกลางเหล็กขัดเงา สิ่งที่ปกติจะถูกซ่อนไว้ใต้หน้าปัดกลับกลายมาเป็นหน้าปัดเสียเอง ในแบบเดียวกับ Montre Astronomique No. 3 แสดงชั่วโมงและนาที บนหน้าปัดย่อยเยื้องศูนย์ที่มุมมบนขวา ส่วนครึ่งล่างของกลไกเป็นตำแหน่งของระบบส่งกำลังแบบฟิวเซ่-โซ่ และเช่นเดียวกับคาลิเบอร์ FB อื่นๆ ใช้ฟิวเซ่แบบกลับด้าน (reverse fusée) และเนื่องจากฟิวเซ่ถูกติดตั้งไว้บนล้อ ศูนย์กลาง (centre wheel) จึงต้องใช้ชุดเฟืองเสริมเพื่อขับกลไกแสดงเวลา แบบเยื้องศูนย์สำหรับชั่วโมงและนาที นั่นทำให้ด้านหลังของกลไกมีเฟืองจำนวนมากให้เห็นอย่างเด่นชัด รวมถึงชุดเฟืองสำหรับตัวบอกพลังงานสำรองด้วย กลไกนี้ยังประดับด้วยอักษรลายต่อเนื่อง Au temps qui instrui ซึ่งแปลได้ว่า ‘อุทิศแด่กาลเวลา ผู้เป็นอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่’ ว่ากันว่านี่คือคำขวัญประจำใจของหลุยส์ แบร์ตูด์ (Louis Berthoud) หลานชายของแฟร์ดินองด์ ผู้สืบทอดกิจการหลังเขาเสียชีวิต และเป็นช่างนาฬิกาผู้มีชื่อเสียงในแบบฉบับของตัวเอง
“ทีมช่างนาฬิกาที่ร่วมในโปรเจ็กต์นี้มีคนรุ่นหนุ่มสาวด้วย” มร. ลาแปร์เล่า “เราได้เรียนรู้แทบทุกอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฟิวเซ่ด้วยมือ
การประกอบบาลานซ์แบบดั้งเดิมไปจนถึงงานตัวเรือนและหน้าปัด ทุก
ขั้นตอนผลักให้ช่างแต่ละคนเติบโตขึ้นมหาศาล เป็นศาสตร์ที่ไม่มีใครได้เรียนจริงในโรงเรียนอีกแล้ว ช่างหลายคนสัมผัสสิ่งเหล่านี้เป็นครั้งแรกใน
โปรเจ็กต์นี้ แค่การทำ ‘เข็มนาฬิกา’ ก็ต้องผ่านกระบวนการเชิงกลกว่า 54 ขั้นตอน และการตกแต่งอีก 13 ขั้นตอน การทำสีน้ำเงินด้วยการเผาความร้อนให้ได้เฉดเดียวกันเป๊ะๆ ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสำเร็จ”

จากรุ่นสู่รุ่น
ผลงานนี้จะถูกผลิตเพียง 11 เรือนเท่านั้น โดย 10 เรือนจะผลิตจากทองคำ 18 กะรัต (fair-mined gold) ซึ่งผลิตได้เพียงปีละ 2 เรือนเท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีล ซึ่งเป็นเรือนแรกของซีรีส์ เพื่อนำออกประมูลที่ฟิลลิปส์ในเจนีวาช่วงเดือนพฤศจิกายน (ซึ่งทำเงินไปได้ถึง 1,270,000 สวิสฟรังก์) โดยรายได้จะนำไปสนับสนุนการอนุรักษ์และถ่ายทอดทักษะการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิม ไม่เพียงเท่านั้น ผลงานนี้ยังคว้ารางวัล Jury Prize จากงานประกาศรางวัล Watch of The Year 2025 ซึ่งจัดขึ้น ที่ปารีสมาครองด้วย “ผลลัพธ์ออกมาน่าทึ่งมาก เรือนต้นแบบและเรือนแรกในซีรีส์ผ่านการรับรองมาตรฐานความเที่ยงตรง COSC และให้ความเที่ยงตรงคล้ายโครโนมิเตอร์ที่ส่งเข้าประกวดในศตวรรษที่ 19 เลยครับ” มร. ลาแปร์เล่า
เขายังบอกด้วยว่า “โปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre คือการอนุรักษ์วิชาช่างนาฬิกาในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด มันไม่ใช่โปรเจ็กต์เพื่อยอดขาย แต่เพื่อให้ศิลปะแห่งกลไกโบราณนี้ยังคงถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น”

ข้อมูลทางเทคนิค
- กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Caliber FB-RES.FC ทำงานที่ความถี่ 3Hz หรือ 21,000 ครั้ง/ชั่วโมง พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมงผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที วินาทีแบบเข็มกลาง มีระบบฟิวเซ่-โซ่ (Fusée-and-chain) พร้อมกลไกหยุดลานแบบเบรเกต์ และบาลานซ์วีลชดเชยอุณหภูมิแบบไบเมทัลลิก
- ฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที (Stop seconds)
- ตัวเรือน : ขนาด 44.3 มม. หนา 13 มม. ทำจากทองคำขาว กันนํ้า 30 เมตร
- หน้าปัด : ทองคำขาว 18 กะรัต หน้าปัดชั่วโมง-นาทีขัดลายซาตินวงกลม พร้อมตัวเลขโรมันแกะสลักด้วยมือ และสเกลนาทีตัวเลขอารบิก วงแสดงวินาทีขัดลายซาตินวงกลม ตัวบอกพลังงานสำรองแกะสลักด้วยมือบนแผ่นเมนเพลต
- สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้เย็บมือแบบขอบม้วน พร้อมหัวเข็มขัดทองคำขาวทำด้วยมือ
- การวางจำหน่าย: ผลิตจำกัด 10 เรือน ปีละ 2 เรือน
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
มาย้อนดู 20 ปีแห่งการปฏิวัติวงการนาฬิกา ใครคือ 100 ไอคอนที่ Revolution ต้องยกย่อง?


