เปิดโลก Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] ทำไมนาฬิกาไร้เข็มเรือนนี้ถึงเป็นที่สุดแห่งนวัตกรรมและหัตถศิลป์
กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ “The Reason Why” คอลัมน์ที่จะพาเจาะลึกถึงเหตุผลที่ทำให้สิ่งต่างๆ น่าสนใจ และแน่นอนว่าวันนี้ก็มีเรื่องราวของ “นาฬิกา” มาฝากกันอีกเช่นเคย
ช่วงนี้กำลังง่วนอยู่กับการค้นคว้าข้อมูลเพื่อเขียนบทความเรื่องนาฬิกาที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา แต่ยังสะท้อนถึงนวัตกรรมและศิลปะอันล้ำค่า จนกระทั่งได้มาสะดุดตากับนาฬิกาเรือนหนึ่งที่เรียกได้ว่า “ฉีกทุกกฎ” และ “แหวกทุกขนบ” ที่เคยมีมาในวงการนาฬิกา นั่นก็คือ Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าไม่ธรรมดา
และเมื่อเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียด ก็ยิ่งพบว่านี่คือการบรรจบกันอย่างลงตัวของอดีตและอนาคต หัตถศิลป์โบราณและเทคโนโลยีสุดล้ำ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ขอเชิญทุกท่านมาร่วมค้นหาเหตุผลไปพร้อมกันใน “The Reason Why” 5 ข้อที่คัดสรรมาให้คุณโดยเฉพาะ

1. การปฏิวัติวงการนาฬิกาด้วย “Freak” ที่ไร้เข็ม ไร้หน้าปัด ไร้เม็ดมะยม!
ย้อนกลับไปในปี 2001 Ulysse Nardin ได้สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการนาฬิกาชั้นสูงด้วยการเปิดตัว “Freak” นาฬิกาที่ท้าทายทุกความเชื่อเดิมๆ ด้วยการ “ไม่มีเข็ม ไม่มีหน้าปัด และไม่มีเม็ดมะยม”
ฟังดูแล้วอาจจะงงๆ ว่าแล้วมันจะบอกเวลาได้อย่างไร? นี่แหละคือความอัจฉริยะของ Ulysse Nardin ที่นำเสนอ “กลไก Flying Carousel” ที่ทั้งกลไกหมุนวนเพื่อบอกเวลาแทนเข็มนาฬิกาแบบดั้งเดิม ทำให้การบอกเวลาเป็นเหมือนงานศิลปะเคลื่อนไหวที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ยิ่งไปกว่านั้น Ulysse Nardin ยังเป็นผู้บุกเบิกการใช้ “ซิลิคอน” วัสดุแห่งอนาคตที่มีน้ำหนักเบา ทนทาน และต้านทานแม่เหล็กได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมนาฬิกาสมัยใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง
และในปี 2023 “Freak One” ก็ยังคว้ารางวัล “Iconic Watch Prize” จากเวทีอันทรงเกียรติ Grand Prix d’Horlogerie de Genève มาครองได้สำเร็จ ตอกย้ำความเป็นไอคอนของ Freak ได้อย่างชัดเจน
2. ผสาน Métiers d’Art อันประณีต “งานลงยา” ที่มีชีวิตชีวาบนข้อมือ
นอกจากนวัตกรรมกลไกสุดล้ำแล้ว Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] ยังโดดเด่นด้วยงานศิลปะชั้นสูงที่เรียกว่า “Métiers d’Art” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “งานลงยา” หรือ Enamelling ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี การลงยาคือศิลปะโบราณที่นำผงอีนาเมลมาเคลือบบนโลหะแล้วนำไปเผาด้วยความร้อนสูงกว่า 800 องศาเซลเซียส เพื่อให้ได้สีสันที่งดงาม ลึกซึ้ง และไม่ซีดจางไปตามกาลเวลา
ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่เวิร์คช็อปในโลกเท่านั้นที่ยังคงรักษาและสืบทอดศาสตร์แขนงนี้ไว้ได้ หนึ่งในนั้นก็คือ Donzé Cadrans ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติงานของช่างฝีมือลงยาภายใต้การดูแลของ Ulysse Nardin เอง การได้เห็นแผ่นดิสก์ Guilloché-Flinqué ที่สลักลายรัศมีแสงแบบเยื้องศูนย์ แล้วถูกเคลือบด้วยอีนาเมลสีน้ำเงินเข้มหลายชั้นจนเกิดความลึกและมิติที่น่าทึ่งนั้น
บอกได้เลยว่านี่คือการรังสรรค์งานศิลปะที่มีชีวิตชีวาบนข้อมืออย่างแท้จริง และที่สำคัญ แผ่นดิสก์นี้ยังทำจากทองโรสโกลด์ 22 กะรัต ที่ถูกเลือกมาเป็นพิเศษเพื่อทนทานต่ออุณหภูมิสูงระหว่างการเผา นี่ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ยังเป็นวิทยาศาสตร์และศิลปะที่ผสานกันอย่างลงตัว


3. “Flying Carousel” กลไกที่ “ลอย” อยู่เหนือกาลเวลา
ใน Freak [X Gold Enamel] นี้ Ulysse Nardin ได้นำเสนอ “กลไก Flying Carousel” ที่ไร้สะพานกลไกด้านบน ทำให้มองเห็นกลไกทั้งหมดเหมือนกำลัง “ลอย” อยู่เหนือแผ่นดิสก์แสดงชั่วโมง นี่คือความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมที่สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจทั้งในเชิงภาพลักษณ์และกลไกการทำงาน กลไกทั้งชิ้นจะหมุนรอบตัวเองเพื่อแสดงเวลา
โดยส่วนที่บอกชั่วโมงจะอยู่ที่ปลายของกลไกที่หมุนวนไปเรื่อยๆ ส่วนเข็มนาทีจะทำหน้าที่เป็นสะพานกลไกที่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับการหมุนของกลไกทั้งหมด การที่ไม่มีสะพานกลไกด้านบนทำให้การมองเห็นกลไกภายในเป็นไปอย่างเต็มตา ไม่มีอะไรมาบดบังความงามของฟันเฟืองและชิ้นส่วนต่างๆ ที่ทำงานร่วมกันอย่างแม่นยำ นี่คือการแสดงออกถึงความกล้าหาญในการออกแบบและการท้าทายขีดจำกัดทางวิศวกรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
4. ความลงตัวของความหรูหราและความทนทานในดีไซน์ที่โดดเด่น
Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] มาในตัวเรือนขนาด 43 มิลลิเมตร ที่ทำจาก ไทเทเนียมเคลือบ PVD สีน้ำเงิน ซึ่งมอบความทนทานและน้ำหนักเบา เสริมความหรูหราด้วยชิ้นส่วนด้านข้างสีโรสโกลด์ สร้างคอนทราสต์ที่ดูทันสมัยและสง่างาม
หลักชั่วโมงเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว ช่วยให้อ่านค่าเวลาได้ชัดเจนแม้ในที่มืด สายหนังจระเข้สีน้ำเงินเย็บด้วยด้ายสีโรสโกลด์ และตัวล็อคสายแบบหัวเข็มขัดบานพับทำจากไทเทเนียมและโรสโกลด์ ยิ่งเพิ่มความสมบูรณ์แบบให้กับภาพรวมของนาฬิกาเรือนนี้
ที่สำคัญคือยังมาพร้อมพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง ทำให้มั่นใจได้ว่านาฬิกาเรือนนี้จะอยู่กับคุณไปอีกนานแสนนานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการไขลานบ่อยๆ


5. Limited Edition ที่สะท้อนถึงคุณค่าแห่งการเป็นเจ้าของ
และเหตุผลสุดท้ายที่ทำให้ Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] น่าหลงใหลอย่างยิ่งก็คือ การเป็นรุ่น “Limited Edition” ที่ผลิตขึ้นเพียง 120 เรือนทั่วโลก เท่านั้น การเป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้จึงไม่ใช่แค่การมีเครื่องบอกเวลา แต่คือการครอบครองงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ซึ่งทุกแผ่นดิสก์เคลือบอีนาเมลสีน้ำเงินล้วนผ่านกระบวนการทำด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมงต่อหนึ่งชิ้น ทำให้ไม่มีแผ่นดิสก์ใดที่เหมือนกันทุกประการ แต่ละชิ้นจึงมีเสน่ห์ มีความลึก และมีโทนสีที่เป็นของตัวเอง นี่คือคุณค่าแห่งการเป็นเจ้าของที่แท้จริง ที่สะท้อนถึงรสนิยมและความเข้าใจในคุณค่าของหัตถศิลป์อันล้ำค่า
จากเหตุผลทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมา คงพอจะทำให้ท่านผู้อ่านเห็นแล้วใช่ไหมว่า Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่คือผลงานชิ้นเอกที่ผสมผสานนวัตกรรมสุดล้ำเข้ากับหัตถศิลป์โบราณได้อย่างไร้ที่ติ มันคือการเฉลิมฉลองความกล้าหาญในการท้าทายขนบเดิมๆ และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน
หากกำลังมองหานาฬิกาที่สะท้อนถึงความเป็นตัวตนที่ไม่เหมือนใคร และหลงใหลในความงามของกลไกและศิลปะชั้นสูง Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] คือคำตอบที่กำลังมองหา
แล้วพบกันใหม่ในคอลัมน์ “The Reason Why” สัปดาห์หน้า
ข้อมูลทางเทคนิค
Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel]
กลไก: ใช้ Calibre UN-230 Manufacture แบบไขลานอัตโนมัติ โดดเด่นด้วย Flying Carousel ที่หมุนแสดงชั่วโมงและนาทีโดยไม่มีเข็มดั้งเดิม ชิ้นส่วนสำคัญอย่าง escapement, hairspring และ balance wheel ทำจาก ซิลิคอน ผลิตเองในโรงงาน มีโรเตอร์ทองโรสโกลด์และสะพานนาทีสีโรสโกลด์พร้อม Super-LumiNova® ประกอบด้วย 214 ชิ้นส่วน 21 ทับทิม ความถี่ 3 Hz และให้พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
ตัวเรือน: ขนาด 43 มิลลิเมตร ทำจาก ไทเทเนียมเคลือบ PVD สีน้ำเงิน พร้อมชิ้นส่วนด้านข้างสีโรสโกลด์ ฝาหลังไทเทเนียมเคลือบ PVD สีน้ำเงินพร้อมกระจกแซฟไฟร์เปลือย กันน้ำได้ลึก 50 เมตร
หน้าปัด: โดดเด่นด้วย แผ่นดิสก์บอกชั่วโมงเคลือบอีนาเมลสีน้ำเงิน ลาย Guilloché-Flinqué ซึ่งเป็นผลงานศิลปะจาก Donzé Cadrans พร้อมหลักบอกชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova® สีขาว
สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้สีน้ำเงิน เดินด้ายสีโรสโกลด์ พร้อมบานพับล็อคสายจากไทเทเนียมเคลือบ PVD สีน้ำเงินและโรสโกลด์
ความพร้อมในการจำหน่าย: Limited Edition ผลิตเพียง 120 เรือนทั่วโลก

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”
ภาพ | Ulysse Nardin

