ยลงานศิลป์ชั้นสูงกันใกล้ ๆ
เขียนโดย Lee Sheng
สิ่งมีชีวิตในตำนานจากจักรวาลวิทยาของจีนที่ประดิษฐ์ขึ้นด้วยศิลปะ Wood Marquetry (วู้ด มาร์เกวทรี) งานหัตถกรรมที่ต้องใช้ความพิถีพิถันและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคอย่างลึกซึ้ง โดยผสมผสานความแม่นยำ ความเชี่ยวชาญด้านวัสดุ และสายตา ในเชิงศิลป์เข้าไว้ด้วยกัน
ด้วยการเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกันผ่านอินเตอร์เน็ต ทำให้การสร้างความแตกต่างในนาฬิกาที่ผลิตแบบจำนวนมากกลายเป็นเรื่องยากขึ้น และจะมีตัวเลือกใดที่ดีไปกว่าความท้าทายในการสร้างงานศิลปะบนเรือนเวลาสุดพิเศษ นี่คือที่มาของชิ้นงานระดับงานฝีมือชั้นสูงที่เรียกว่า Métiers d’art (เมติเยร์ส ดาร์ท)
ที่น่าสนใจก็คือ วงการ Métiers d’art นี้มีความเติบโตอย่างดุเดือดด้วยเช่นกัน โดยมีทั้งงานแกะกิโยเช่ และการเคลือบอีนาเมล ถูกสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังคงมีรูปแบบศิลปะที่พบเจอได้ยากมากนั่นก็คือ งาน Marquetry ขนาดจิ๋ว ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในวงการนาฬิกาเพราะมีการนำมาใช้แค่ไม่ถึง 2 ทศวรรษเท่านั้น โดยเป็นผลงานรังสรรค์ของช่างทำ Marquetry อิสระเพียงไม่กี่คน
สำหรับรุ่นล่าสุดจากคอลเลกชั่น Les Cabinotiers ทาง Vacheron Constantin ได้นำเสนอศิลปะงาน Marquetry ผ่านชิ้นงานที่มีความซับซ้อนและไม่เหมือนใครจำนวน 4 รูปแบบ ได้แก่ Azure Dragon, Vermilion Bird, White Tiger และ Black Tortoise งานหัตถกรรมหายากเหล่านี้ถือเป็นจุดเด่นของคอลเลกชั่นนี้ พร้อมด้วยเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจ แต่เราจะพูดถึงรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง
เราลองมาดูชิ้นงานเด่น 2 ชิ้น อันได้แก่ Dragon และ Tiger กันอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ดื่มด่ำชื่นชมกับงาน Maquetry บนเรือนเวลาทั้งสองอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

บทกวีถึงผู้พิทักษ์ทั้งสี่
นาฬิกา Les Cabinotiers Le Temps Divin ได้รับแรงบันดาลใจมาจากจักรวาลวิทยาของจีน โดยเฉพาะสัญลักษณ์ทั้งสี่ (Sì Xiàng) ได้แก่ Azure Dragon, Vermilion Bird, White Tiger และ Black Tortoise โดยสัตว์ในตำนานเหล่านี้เป็นตัวแทนของทิศหลัก ฤดูกาล และองค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้คอลเลกชั่นนี้ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก
แม้ว่าภาพเหล่านี้จะเป็นสัญลักษณ์ของจีน แต่ภาพวาดทั้งองค์ประกอบและสีก็ไม่ได้ทำตามขนบธรรมเนียมจีนอย่างเคร่งครัด แต่กลับผสมผสานอิทธิพลจากตะวันตกและญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วย แบรนด์นาฬิกาส่วนใหญ่มักจะได้รับแรงบันดาลใจจากงานศิลปะในอดีตเมื่อจะสร้างสรรค์หน้าปัดนาฬิกาแบบ Métiers d’art ขึ้นมา แนวทางที่พบบ่อยที่สุดคือการทำซ้ำภาพวาดที่มีชื่อเสียง แต่การนำองค์ประกอบหรือการตีความแนวคิดเก่าๆ ที่เป็นต้นฉบับขึ้นใหม่นั้นไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก และนี่คือสิ่งที่ทำให้ Les Cabinotiers Le Temps Divin มีความแตกต่าง
ศิลปะ Marquetry
อาจกล่าวได้ว่าธีมของนาฬิกาเป็นรองดาวเด่นตัวจริง ซึ่งก็คือ หน้าปัด Wood Marquetry ซึ่งหน้าปัดแต่ละชิ้นต้องใช้เวลาสร้างประมาณ 2 สัปดาห์

แล้วชิ้นงานไม้ถูกยึดเข้ากับหน้าปัดได้อย่างไร? กระบวนการนี้เริ่มต้นขึ้นจากช่างฝีมือทำการออกแบบลวดลายโดยปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นเป็น 4 เท่าของขนาดหน้าปัดบนกระดาษ จากนั้นจึงย่อขนาดภาพวาดนี้ให้มีขนาดเท่ากับหน้าปัดจริงและพิมพ์เป็นสำเนาให้ได้จำนวนเท่ากับชิ้นงานไม้ที่จะสร้างขึ้น

กระดาษที่ถูกพิมพ์สำเนาเหล่านี้จะถูกติดเข้ากับชิ้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้สีธรรมชาติหรือไม้ย้อมสี ซึ่งมักเรียกว่าแผ่นไม้อัด จากนั้นจึงใช้เลื่อยตัดแผ่นไม้อัดเป็นชิ้นงานตามแบบ โดยช่างฝีมือของ Vacheron Constantin เลือกใช้วิธีการเลื่อยด้วยมือแบบดั้งเดิม เมื่อเลื่อยชิ้นส่วนชิ้นเล็ก ๆ ออกมาแล้ว ก็จะนำมาประกอบเข้ากับหน้าปัดอย่างระมัดระวัง เพราะหน้าปัดแต่ละแผ่นจะถูกติดตั้งด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 200 ชิ้น อันเป็นที่มาของการต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการสร้างชิ้นงาน เมื่อประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เสร็จแล้ว หน้าปัดจะถูกขัดให้เรียบและเคลือบด้วยสารเคลือบเงาเพื่อให้มีความทนทาน

ผลงานของ Vacheron Constantin โดดเด่นตรงที่การตั้งใจสร้างภาพหรือภาพวาดขึ้นมาใหม่แทนที่จะพึ่งพาลวดลายตามภาพดั้งเดิม การจัดองค์ประกอบภาพถือว่าทำได้ดี โดยเป็นการอ้างอิงจากภาพจิตรกรรมฝาผนังในเนินฝังศพ Kitora ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสุสานที่สร้างขึ้นเมื่อกว่า 1,300 ปีก่อน

การสร้างภาพวาดด้วยงาน Marquetry เป็นงานที่ท้าทายกว่าการสร้างงานดีไซน์แบบพิกเซลสมัยใหม่อย่างแน่นอน แนวทางนี้ต้องใช้ความโค้งที่และรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อนในเหล่าชิ้นงานที่เลื่อยออกมา Vacheron Constantin จัดการเรื่องนี้ได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะกับนาฬิการุ่น Dragon ที่รูปร่างอันเฉียบคมของลำตัวมังกรและเกล็ดที่บอบบางแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน
จุดเด่นที่แท้จริงในแง่ของการสร้างชิ้นงานก็คือ การใช้ลายไม้อย่างชาญฉลาดเพื่อเสริมแต่งงานศิลปะให้งดงามยิ่งขึ้น เพราะหน้าปัดแบบ Marquetry บางชิ้นนั้น ลายของไม้อาจกลายเป็นสิ่งที่รบกวนสายตาได้ และทำให้เกิดรอยเส้นที่ไม่ต้องการซึ่งทำให้ดีไซน์ที่ออกแบบไว้เกิดความไม่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ทิศทางของลายไม้จึงได้รับการดูแลและกำหนดให้ยึดเข้ากับบนหน้าปัดอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ได้เอฟเฟกต์ในลักษณะของรอยแปรง

ตัวอย่างเช่น ในนาฬิการุ่น Dragon ลายไม้ที่พื้นหลังจะให้ความรู้สึกเหมือนอากาศหรือน้ำไหล ทำให้มังกรดูมีชีวิตชีวาขึ้น ส่วนนาฬิการุ่น Tiger ก็ยิ่งทำให้สิ่งนี้เด่นชัดขึ้น เพราะลายไม้ถูกจัดเรียงให้ดูเหมือนขนในทิศทางที่ถูกต้อง การประสานชิ้นงานอย่างพิถีพิถันเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ใช่แค่การตัดที่แม่นยำเท่านั้น แต่ยังต้องเลือกและจัดวางชิ้นไม้เล็ก ๆ แต่ละชิ้นให้ตรงกันเพื่อให้ลายไม้เชื่อมต่อกันอย่างแนบเนียนจนเกิดเส้นที่ซับซ้อนแต่เป็นธรรมชาติซึ่งเป็นลายที่ไม่สามารถพบเห็นได้บนลายไม้แบบเส้นตรงตามธรรมชาติ

แม้ว่านาฬิกา Le Temps Divin จะถูกนำเสนอในฐานะส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่น Les Cabinotiers ในปีนี้ ซึ่งใช้นาฬิกาฟังก์ชั่นบอกเวลาอย่างเดียวเป็นพื้นฐาน แต่ Le Temps Divin Le Temps Divin Ode to the Four Guardians ก็มาพร้อมกับกลไกอัตโนมัติพร้อมทูร์บิญอง Cal.2160 ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่สวยงามที่สุดในแค็ตตาล็อกของแบรนด์ ณ ปัจจุบัน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่านาฬิกาที่ผสมผสานระหว่างการใช้กลไกที่มีเทคนิคขั้นสูงกับงานศิลป์ที่เน้นเทคนิคขั้นสูงนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างยิ่ง โดยที่สุนทรียศาสตร์ที่ปรากฎนั้นมีความสมดุลกับความเลอเลิศของกลไกอย่างแท้จริง

กลไกอัตโนมัติ ทูร์บิญอง อันยอดเยี่ยม
ตัวกลไก Cal.2160 นั้นมีความงดงามมากโดยเป็นคาลิเบอร์ที่ถูกนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อ 7 ปีก่อน กลไกนี้เป็นแบบขึ้นลานอัตโนมัติ ที่มีความถี่การทำงานต่ำเพียง 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้มอบพลังงานสำรองได้นานกว่า 3 วัน

เมื่อพลิกไปทางด้านหลังก็จะเห็นความงามของการตกแต่งและโครงสร้างของชิ้นส่วนกลไกที่ติดตราตรึงใจไม่แพ้ความงามของหน้าปัด การจัดวางบริดจ์และแท่นต่าง ๆ ถูกออกแบบมาอย่างสวยงามด้วยรูปแบบเส้นโค้งที่ชวนให้นึกถึงกลไกในยุคก่อน
ที่ต้องเน้นย้ำก็คือ การขึ้นลานอัตโนมัติที่กระทำด้วยโรเตอร์แบบแนวรอบซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ไม่มากนักในเหล่ากลไกยุคปัจจุบัน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความหนาของกลไกเท่านั้น แต่ยังทำให้มองเห็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ของกลไกได้อย่างเต็มที่ราวกับกลไกไขลาน อีกทั้งกรงทูร์บิญองยังถูกขับเคลื่อนด้วยวีลที่อยู่บริเวณแนวขอบแทนที่จะเป็นพิเนียนที่อยู่ใต้กรง ดังนั้นนาฬิการุ่นนี้จึงมีความหนาโดยรวมแค่ราว 11.4 มม. ทำให้แลดูเพรียวบาง โดยเฉพาะเมื่อมากับขนาดตัวเรือน 42 มม. เช่นนี้

การตกแต่งกระทำมาอย่างสวยงามตามที่คาดหวังได้จาก Vacheron Constantin โดยมีจุดเด่นอยู่ที่บริดจ์สตีลผิวขัดเงาสำหรับทูร์บิญอง และมุมภายในที่มีอยู่มากมายบนโลโก้มอลทีส ครอส ที่เป็นรูปร่างของกรง ขณะที่ชิ้นส่วนต่างๆ ได้รับการตกแต่งมาอย่างสวยงาม เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานตราประทับ Poinçon de Genève ที่การันตีความเลอเลิศของนาฬิกา
สรุปความคิดเห็น
Les Cabinotiers Le Temps Divin Ode to the Four Guardians อันเป็นผลงานซีรี่ส์ล่าสุดนี้ ประกอบด้วยนาฬิกา 4 รุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งแม้จะวางอยู่ท่ามกลางเหล่านาฬิกาประเภทงานศิลป์ด้วยกัน จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าทำไมนาฬิกาถึงเป็นวัตถุทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจและคุ้มค่าแก่การสะสม
การจำลองตัวเรือนหรือหน้าปัดจากอดีตไม่ว่าจะดูสวยงามแค่ไหนก็อาจขาดมิติทางวัฒนธรรมไปได้ เพราะมีเพียงผลงานสร้างสรรค์ที่เสริมการออกแบบใหม่เข้าไปเท่านั้นที่จะได้รับการจดจำในฐานะชิ้นงานสำคัญทางวัฒนธรรมเมื่อเวลาผ่านไป การตีความ Divin Ode ของ Vacheron Constantin โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยการใช้เทคนิคการทำ Wood Marquetry บนหน้าปัด ถือเป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยมในการสร้างนาฬิกาที่มีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากคุณค่าทางวัฒนธรรมแล้ว คอลเลกชั่นนี้ยังน่าดึงดูดทั้งในด้านสุนทรียศาสตร์และกลไกอีกด้วย โดยเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาในเจนีวา ขณะเดียวกันก็ฟื้นคืนชีพงานฝีมือ Wood Marquetry ที่เคยได้รับความนิยมแต่เลือนหายไปในบางช่วงเวลา โดยนำมาใช้แสดงถึงสัตว์ในตำนานของสัญลักษณ์ทั้งสี่จากจักรวาลวิทยาของจีน จนเกิดเป็นความงดงามที่ยากจะขออะไรไปมากกว่านี้ได้
รายละเอียดทางเทคนิค: Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin
กลไก: อัตโนมัติ Cal.2160 พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และทูร์บิญอง
ตัวเรือน: พิงค์โกลด์ 18K หรือไวท์โกลด์ 18K ขนาด 42 มม. หนา 11.4 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
สาย: หนังจระเข้สีน้ำตาล ล็อกด้วยบานพับ
จำนวนการผลิต: ยูนีกพีซ แบบละ 1 เรือน มีจำหน่ายเฉพาะที่บูติก
“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

