TIME TO x SVRN เผยตัวตนผ่านกลิ่นน้ำหอมและร่องรอยกาลเวลาบนนาฬิกาวินเทจ

Date:

ความทรงจำของคุณมีกลิ่นแบบไหน และสลักอยู่บนนาฬิกาเรือนใด?

ทุกคนเคยตั้งคำถามไหมว่า อะไรคือสิ่งที่บอกเล่าตัวตนของเราได้ชัดเจนที่สุด โดยที่เราไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไรออกมาสักคำ หลายคนอาจนึกถึงสไตล์การแต่งกาย ทรงผม แว่นตา หรือแม้แต่นาฬิกาข้อมือสักเรือน แต่เอาจริงๆ ในการทำงานฝั่งกองบรรณาธิการสายสื่อนาฬิกามาระยะหนึ่ง มีสิ่งหนึ่งที่มักจะเข้ามากระทบสัมผัสลึกๆ และสร้างความทรงจำเกี่ยวกับผู้คนได้ดีอย่างเหลือเชื่อ นั่นคือเรื่องของ “กลิ่น”

https://youtu.be/Wt10iRHhruQ

ย้อนกลับไปในวันที่ทีมงาน Revolution Thailand มีนัดถ่ายทำรายการ TIME TO ร่วมกับ SVRN (@SVRNsovereign) หรือ ซอฟเวอเรน บรรยากาศใน Studio วันนั้นนอกจากจะเริ่มต้นการทำงานด้วยการกางขาตั้งไฟหรือปรับโฟกัสกล้องแบบเร่งรีบแล้ว ภายในห้องเวิร์กชอปที่ถูกจัดเตรียมไว้นั้นเต็มไปด้วยความเงียบสงบ จนกระทั่งในตอนที่เขานั่งลงหน้าเคาน์เตอร์ปรุงน้ำหอม ค่อยๆ หยิบขวดแก้วทรงสูงขึ้นมาสูดดมโน้ตกลิ่นแต่ละชนิดอย่างตั้งใจ การใส่ใจถึงขั้นตอนและรายละเอียดการปรุงน้ำหอม ทำให้การได้เฝ้ามองใครสักคนใช้เวลาละเลียดไปกับการคัดเลือกส่วนผสมทีละหยด หยดแล้วหยดเล่า มันชวนให้คิดถึงกระบวนการทำงานของช่างทำนาฬิกาในเวิร์กชอปที่เจนีวาอยู่เหมือนกัน เพราะทั้งสองสิ่งนี้อาศัยความพิถีพิถัน และที่สำคัญที่สุดคือความอดทนที่น้อยคนจะให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้

ลองคิดดูสิว่าในโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างหมุนไวไปหมด เรามักจะถูกตีกรอบด้วยตัวเลขบนหน้าปัด digital หรือการแจ้งเตือนบนหน้าจอสมาร์ทโฟนที่คอยเตือนให้เราวิ่งตามเดดไลน์อยู่ตลอดเวลา แต่พอได้ขยับข้อมือของซอฟเวอเรนแล้วเห็นนาฬิกาวินเทจเรือนเก๋าที่เขาสวมใส่มาในวันนั้น ร่องรอยการใช้งานบนตัวเรือน รอยขนแมวบางๆ บนกระจก หรือสีของหน้าปัดที่เริ่มเปลี่ยนเฉดไปตามกาลเวลา กลับเล่าเรื่องราวที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันคือหลักฐานของเวลาที่ถูกใช้ไปจริงๆ ไม่ใช่เวลาที่ถูกเร่งรัด ประกอบกับการรับฟังเรื่องราวจากหลังกล้อง ที่เขาถ่ายทอดทัศนคติ แนวคิดต่างๆ ผ่านผลงาน จากตัวซอฟเวอเรนเองแล้ว ภาพของตัวศิลปินที่เคยอยู่ในหัวเรา กับภาพที่เห็นจากตัวเขาในวันนี้มันต่างออกไปจากทุกวันที่เห็นตามภาพข่าวจริงๆ  ระหว่างที่ตัวโน้ตกลิ่นระดับ base note และ heart note กำลังผสมผสานเข้ากันอย่างช้าๆ บทสนทนาก็เริ่มไหลลื่นไปตามธรรมชาติโดยไม่มีสคริปต์มาคอยกำกับ พิธีกรรายการยังคงพูดคุยกันตั้งแต่เรื่องดนตรีในยุค 80s ถึง 90s ช่วงเวลาที่ซาวนด์ดนตรีมีมิติอันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงเรื่องราวในชีวิตช่วงวัยเยาว์ ความทรงจำของการเดินทาง และภาพฝันในอดีตที่เคยอยากวิ่งเข้าหาความสำเร็จให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังอ่านอยู่นี้ ก็น่าจะเคยผ่านช่วงชีวิตวัยยี่สิบต้นๆ ที่อยากก้าวกระโดด อยากให้โลกเห็นความสามารถ และอยากพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา แต่จุดพลิกผันมันมักจะเกิดขึ้นเมื่อเราเดินทางมาถึงช่วงวัยหนึ่ง วันที่บาดแผลจากการรีบร้อนสอนให้เรารู้ว่า บางครั้งการก้าวเดินไปตามจังหวะธรรมชาติของตัวเองกลับให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า การยอมรับรอยขีดข่วนบนเรือนเวลา หรือการปล่อยให้กลิ่นน้ำหอมบ่มตัวจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล ก็ไม่ต่างอะไรกับการตกผลึกทางความคิดเมื่อเราเติบโตขึ้น ถ้าพิจารณาในเชิงลึก รสนิยมที่แท้จริงอาจไม่ใช่เรื่องของการสรรหาแรร์ไอเทมที่มีราคาสูงลิบลิ่วมาประโคมใส่ตัวเพื่อประกาศฐานะ แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์เชิงอารมณ์ระหว่างเรากับสิ่งของชิ้นนั้น นาฬิกาวินเทจเรือนเดิมอาจไม่ได้มีความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีปัจจุบัน แต่มันกลับบันทึกความทรงจำในวันที่เราก้าวผ่านอุปสรรคสำคัญเอาไว้ เหมือนน้ำหอมขวดที่ปรุงขึ้นเองอาจไม่ได้มีส่วนผสมที่หายากที่สุดในโลก แต่มันบรรจุตัวตนและอารมณ์ความรู้สึก ณ ช่วงเวลานั้นเอาไว้อย่างบริสุทธิ์

มีช่วงหนึ่งของบทสนทนาที่ชวนให้สนใจใจอยู่ไม่น้อย เมื่อเราลองตั้งคำถามเล่นๆ ว่า หากสามารถหยุดเวลาไว้ในหมวกของความทรงจำได้หนึ่งโมเมนต์ อยากจะสลักช่วงเวลาไหนไว้บนข้อมือมากที่สุด คำตอบที่ได้รับกลับไม่ใช่ช่วงเวลาที่ได้รับสปอตไลต์หรือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ แต่มันคือโมเมนต์ธรรมดาๆ ที่ได้อยู่กับตัวเอง ได้ผ่อนคลาย และได้ฟังเสียงเข็มนาฬิกาเดินไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ

กิจกรรมการปรุงน้ำหอมใน EP. นี้ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แทนการตกผลึกชีวิตของศิลปินหนุ่มคนนี้ได้อย่างน่าสนใจ การเลือกผสมโน้ตกลิ่นแต่ละชั้น ก็เหมือนกับการเลือกเก็บบทเรียนในชีวิต ทั้งความหวาน ความขมขื่น และความกลมกล่อมที่ลงตัวในท้ายที่สุด ทุกหยดที่หยาดลงในขวดแก้วจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเคมีภัณฑ์ แต่คือการบันทึกตัวตน ณ ช่วงเวลานี้เอาไว้แบบไม่เสแสร้ง

ในฐานะสื่อที่คลุกคลีอยู่กับการเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของเรือนเวลาและผู้คนที่สวมใส่ มันทำให้เรายิ่งมั่นใจว่า คุณค่าของนาฬิกาไม่ได้หยุดอยู่แค่กลไกซับซ้อนเบื้องหลังฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ แต่อยู่ที่ว่าเรือนเวลานั้นๆ ได้เดินทางผ่านอะไรมาพร้อมกับผู้เป็นเจ้าของบ้าง และเมื่อนำมันมาวางคู่กับน้ำหอมกลิ่นเฉพาะตัวที่ถูกปรุงขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งสองสิ่งนี้จึงทำหน้าที่เหมือนแคปซูลกาลเวลาที่พร้อมจะปลุกความทรงจำให้ตื่นขึ้นมาเสมอเพียงแค่สัมผัสหรือสูดดม ลองจินตนาการตามดูว่า หากวันนี้คุณมีโอกาสได้นั่งลงหน้าเคาน์เตอร์ปรุงน้ำหอมเพื่อสร้างกลิ่นประจำตัวคู่กับนาฬิกาเรือนโปรดบนข้อมือ คุณจะเลือกใส่โน้ตกลิ่นแบบไหนลงไปเพื่อบันทึกช่วงชีวิตในตอนนี้ของคุณเอาไว้ และช่วงเวลาไหนในอดีตที่คุณอยากให้หยุดหมุนไว้ตลอดกาล

ติดตามเรื่องราว บทสนทนาที่ลึกซึ้ง และสัมผัสตัวตนในอีกมิติของ SVRN ผ่านกลิ่นน้ำหอมและร่องรอยกาลเวลาบนเรือนเวลาฉบับเต็มได้แล้ววันนี้ ทางรายการ TIME TO บน YouTube: REVOLUTION WATCH THAILAND

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
เปิดตัว TAG Heuer Formula 1 Solargraph x Oracle Red Bull Racing ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความร่วมมือ
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก
เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’

รับชมเรื่องราวและบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้แล้วตอนนี้ที่ YouTube: REVOLUTION WATCH THAILAND (หรือคลิกลิงก์บน Bio)

ติดตามช่องทางอื่นๆ ได้ทาง 

➡️ Instagram: @revowatchthai 
➡️ Facebook: /RevoWatchThai 
➡️ Website: https://revolutionthailand.com 
➡️ TikTok: @revowatchthai

#TIMETO #SVRN #RevolutionThailand 

Share post:

More like this

GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก

บทสนทนาพิเศษกับ Raymond Loretan และ Carine Maillard ว่าด้วยวิวัฒนาการของ GPHG ความหมายของความเป็นเลิศ...

Fabrizio Buonamassa Stigliani กับเส้นทางเบื้องหน้าอันน่าตื่นเต้นของ Bvlgari

ทิศทางข้างหน้าของ Bvlgari จะเป็นเช่นไร ชายผู้นี้มีคำตอบ เมื่อไม่นานมานี้ Revolution Thailand ได้มีโอกาสสนทนากับ Fabrizio...

บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)

กับบทบาทในการเผยแพร่และอนุรักษ์วัฒนธรรมนาฬิกาให้เติบโตอย่างยั่งยืน เป็นที่ทราบในหมู่คนรักนาฬิกาโดยทั่วกันว่า Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) เป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ความเข้าใจและความหลงใหลในศาสตร์แห่งนาฬิกาชั้นสูงมาร่วมสองทศวรรษ และเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งเมื่อได้ทราบว่า...