นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2009 นาฬิกา Tambour Spin Time นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางแห่งศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาของ Louis Vuitton
“มีดีไซน์นาฬิกาเพียงไม่กี่แบบเท่านั้นที่เมื่อมองแล้วสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลงานของเมซงใดเมซงหนึ่ง และ Spin Time คือหนึ่งในนั้น เพราะนี่คือสิ่งที่สามารถถือกำเนิดขึ้นจาก Louis Vuitton เท่านั้น” Jean Arnault, Watch Director of Louis Vuitton กล่าวถึงผลงานไอคอนิกของเมซงซึ่งเชื่อมโยงกับการเดินทาง ความกล้าหาญในการแสดงเวลา และองค์ความรู้เชิงลึก
นับตั้งแต่เขาเข้ามามีบทบาทในธุรกิจนาฬิกาของ Louis Vuitton ตั้งแต่ปี 2021 ก็ได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางใหม่ของเมซง เขาตั้งใจวางตำแหน่ง Louis Vuitton ให้มีแนวทางใกล้เคียงกับแบรนด์นาฬิกาบูติก ให้ความสำคัญกับการผลิตในจำนวนจำกัด การพัฒนากลไก In-house ตลอดจนงานออกแบบที่กล้าทดลองและก้าวออกจากกรอบเดิม แนวทางดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเพียงขยายบทบาทของ Louis Vuitton ในโลกนาฬิกา แต่ยังต้องการสร้างภาษาและตัวตนด้าน Haute Horlogerie ที่เป็นของเมซงอย่างชัดเจน
และหลังจากได้นำเสนอ Tambour Spin Time ดีไซน์ใหม่แบบลิมิเต็ดเอชั่นไปเมื่อปี 2025 ในปีนี้ ทางแบรนด์ต่อยอดจากความสำเร็จนั้นด้วยการนำ Tambour Spin Time จำนวน 5 รุ่น เข้าสู่คอลเลกชั่นถาวร โดยแต่ละรุ่นโดดเด่นด้วยการใช้สีสันอย่างกล้าหาญ ซึ่งไม่เพียงเติมบุคลิกใหม่ให้กับเรือนเวลา แต่ยังถือเป็นการเปิดบทใหม่ให้กับเรื่องราวของ Spin Time หนึ่งในกลไกอันเป็นไอคอนของ Louis Vuitton

แรงบันดาลใจจากการเดินทาง
The Art of Travel เป็นหัวใจของ Louis Vuitton มาตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ในปี 1854 และมรดกแห่งการเดินทางนี้หล่อหลอมศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาของ Louis Vuitton โดยเฉพาะรุ่น Spin Time กลไกซับซ้อนที่ถือกำเนิดขึ้นจากมนตร์เสน่ห์ของการออกเดินทางโดยตรง
กลไกนี้ถือกำเนิดในปี 2007 เมื่อ Michel Navas และ Enrico Barbasini สองผู้ก่อตั้ง La Fabrique du Temps ออกแบบกลไก Jumping Hour รูปแบบใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากป้ายบอกเวลาออกเดินทางแบบกลไกที่พบเห็นได้ตามสนามบินและสถานีรถไฟทั่วโลก “เมื่อเงยหน้ามองป้ายบอกเวลาออกเดินทาง เรานึกถึงกลไก Jumping Hour ขึ้นมาทันที” Navas เล่า “สิ่งที่เราต้องการคือการนำแนวคิดนั้นมาสร้างเป็นสามมิติ เพื่อให้มันมีตัวตนและสร้างมิติที่ชัดเจนบนข้อมือ และ ลูกบาศก์คือคำตอบ เมื่อเราได้องค์ประกอบนี้มา ทุกอย่างหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ตามมา”
Tambour Spin Time เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 ในฐานะกลไกชุดแรกที่ La Fabrique du Temps พัฒนาขึ้นสำหรับ Louis Vuitton (ต่อมาเวิร์คชอปแห่งนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Louis Vuitton อย่างเป็นทางการในปี 2011) เอกลักษณ์สำคัญของ Spin Time คือ ลูกบาศก์หมุนได้ 12 ชิ้นที่เรียงตัวอยู่รอบหน้าปัด ซึ่งทำให้กลไกนี้กลายเป็นหนึ่งในลายเซ็นด้าน Haute Horlogerie ของ Louis Vuitton อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการจดสิทธิบัตร มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกจาก Art of Travel ของเมซง
“เราต้องการสร้างกลไกซับซ้อนที่เชื่อมโยงกับการเดินทางอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงในเชิงอุปมา แต่ต้องปรากฏอยู่ในกลไกจริงๆ” Barbasini อธิบาย “เหตุผลที่ป้ายบอกเวลาออกเดินทางสร้างแรงบันดาลใจให้เรา ก็เพราะมันถูกสร้างขึ้นเพื่อ ทำหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อการตกแต่ง และหลักคิดที่เคร่งครัดในฟังก์ชันนั้นเองคือสิ่งที่เราพยายามถ่ายทอดลงไปในกลไก”
กลไก Spin Time นี้ได้รับการตีความตามยุคสมัย เช่นในโอกาสครบรอบ 10 ปี ในปี 2019 Louis Vuitton ได้นำแนวคิดดั้งเดิมกลับมาตีความใหม่ผ่าน Spin Time Air ด้วยการเปิดพื้นที่บริเวณหน้าปัด เพื่อเผยให้เห็นลูกบาศก์บอกเวลาราวกับกำลัง ลอยอยู่กลางอากาศ และเมื่อปี 2025 กลไกนี้ก้าวเข้าสู่อีกบทสำคัญในปี 2025 กับการเปิดตัว Tambour Spin Time จำนวน 6 รุ่นแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น เป็นครั้งแรกที่ทุกองค์ประกอบของ Spin Time ตั้งแต่ ตัวเรือน หน้าปัด ไปจนถึงกลไก ได้รับการออกแบบ พัฒนา และผลิตขึ้นภายใน La Fabrique du Temps Louis Vuitton
Taดbour Spin Time โฉมใหม่ล่าสุด
ผลงานทั้ง 5 รุ่นใหม่ มาพร้อมตัวเรือนที่ได้รับการปรับให้มีสัดส่วนเมื่อปีที่แล้ว โดยมีความบางลง พร้อมขอบตัวเรือนแบบ Sandblasted ที่โดดเด่นด้วยตัวอักษรนูนสามมิติขัดเงา ส่วนขาตัวเรือนหรือ Lugs ถูกผลิตแยกเป็นชิ้นส่วนเฉพาะ โดยด้านข้างเว้าได้รับการตกแต่งพื้นผิวด้วยเทคนิค Laser-frosted สร้างความแตกต่างกับตัวเรือนส่วนกลางที่ตกแต่งแบบ Brushed และสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในการประกอบชิ้นส่วนอย่างประณีต ขณะที่บนหน้าปัดปรากฏข้อความ “Fab. en Suisse” (ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์) อันเป็นเครื่องหมายที่สืบทอดมาในอดีต และทำหน้าที่ประกาศถึงแหล่งกำเนิดของเรือนเวลาอย่างภาคภูมิ


Tambour Spin Time Green in White Gold
นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเขียวเข้ม ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับจิตวิญญาณแห่งการออกสำรวจและโลกธรรมชาติ
ตกแต่งพื้นผิวด้วยเทคนิค Sunray และ Sandblasted ตัวเรือนขนาด 39.5 มิลลิเมตร กันน้ำที่ระดับ 100 เมตร จับคู่กับสายยางสีเขียวที่เข้าคู่กับหน้าปัดยังสานต่อรายละเอียดด้านการออกแบบด้วยพื้นผิวลวดลาย Quilted ซึ่งเกิดจากการนำ V-motif แบบเดียวกับที่ปรากฏบนโรเตอร์ทองคำโรสโกลด์มาใช้
Tambour Spin Time Green แสดงเวลา Jumping Hour ผ่านลูกบาศก์แสดงตัวเลขจำนวน 12 ชิ้น ที่เรียงตัวโคจรรอบหน้าปัด ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกสำหรับตัวเรือนขนาด 39.5 มิลลิเมตร เปิดให้เห็นกลไก In-house Calibre ST13.01ได้อย่างเต็มตา ตั้งแต่ Free-sprung Balance Wheel ไปจนถึง Oscillating Weight ผลิตจาก ทองคำโรสโกลด์ 18 กะรัต

Tambour Spin Time Australia’s Opal in Rose Gold
นาฬิการุ่นนี้เปล่งประกายสีสันราวกับเปลวไฟเนื่องจากตกแต่งด้วย Blue Australian Opal ซึ่งเมื่อกระทบกับแสงในแต่ละมุม เฉดสีจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ Indigo, Teal ไปจนถึง Cerulean Blue โอปอลยังไม่ได้ปรากฏเฉพาะบริเวณกึ่งกลางหน้าปัดเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในพื้นที่ระหว่างลูกบาศก์ Spin Time ทั้ง 12 ชิ้น สะท้อนถึงขอบเขตของ Savoir-faire หลากหลายแขนงที่รวมอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน ณ La Fabrique du Temps Louis Vuitton ใน Meyrin
“เราสามารถพบโอปอลได้แทบทุกเฉดสีในออสเตรเลีย แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผมคือ สีน้ำเงิน” Matthieu Hegi, Artistic Director of La Fabrique du Temps Louis Vuitton กล่าว “มันสะท้อนสีสันได้แทบทุกเฉด แต่หัวใจยังคงเป็นสีน้ำเงินที่ลุ่มลึก เข้มข้น และเปล่งประกายเหลือบสี คุณสมบัติเช่นนี้เหมาะกับ Spin Time อย่างมาก มันเป็นอัญมณีที่โดดเด่นและกล้าแสดงตัวตน พร้อมนำบางสิ่งที่คอลเลกชั่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเข้ามา นั่นคือ ความเป็นเฟมินีนที่ยังคงไว้ซึ่งพลังและการปรากฏตัวอย่างชัดเจน”
นาฬิการุ่นนี้จับคู่กับ สายยางสีน้ำเงิน เข้ากับโทนสีอบอุ่นของตัวเรือนโรสโกลด์ หลักชั่วโมงประดับ เพชร Baguette-cut ซึ่งประกายตามธรรมชาติช่วยขับเฉดสีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของโอปอล ขณะที่ขอบตัวเรือนและขาตัวเรือนประดับ แซฟไฟร์ Baguette-cut เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับสีน้ำเงินของอัญมณีบริเวณใจกลางหน้าปัดอย่างต่อเนื่อง การประดับอัญมณีทั้งหมดต้องใช้เวลาถึง สามวันเต็ม

Tambour Spin Time Air Blue in White Gold
นาฬิกา Tambour Spin Time Air โดดเด่นด้วยสีสันสดเข้มที่เปี่ยมด้วยพลังอันเป็นซิกเนเจอร์ของ Tambour ทั้งยังขับเน้นพื้นผิวหลากหลายมิติบนหน้าปัด มาพร้อมตัวเรือนขนาด 42.5 มิลลิเมตร ผลิตจากทองคำขาว 18 กะรัต
หัวใจสำคัญคือกลไก Calibre ST13.01 ที่ดูราวกับลอยอยู่บริเวณกึ่งกลางตัวเรือน เปิดให้เห็นลูกบาศก์หมุนได้ในมุมมองสามมิติอย่างเต็มตา พร้อมรายละเอียดที่เพิ่มความสนุกให้กับกลไก เมื่อบนลูกบาศก์ทั้ง 12 ชิ้น ปรากฏตัวอักษรที่เมื่อนำมาเรียงต่อกันจะสะกดเป็นคำว่า “Louis Vuitton”
“เมื่อเราเปิดตัวคอลเลกชั่น Tambour Spin Time ในปี 2025 เรารู้อยู่แล้วว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของบางสิ่ง ไม่ใช่บทสรุป” Jean Arnault กล่าว “การนำ Spin Time เข้าสู่คอลเลกชั่นถาวรคือก้าวต่อไป จากนี้ Spin Time ไม่ได้เป็นเพียงเรือนเวลาสำหรับวาระพิเศษอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น ไอคอนที่ยั่งยืน ซึ่งสะท้อนทั้งความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและ Savoir-faire ด้านงานฝีมือของเมซง”
ลูกบาศก์แต่ละชิ้นได้รับการตกแต่งอย่างพิถีพิถันด้วยการสลับพื้นผิวแบบ Satin และ Polished ขณะที่ด้านบนประดับหมุดขัดเงาขนาดเล็ก ซึ่งหยิบแรงบันดาลใจมาจาก หมุดโลหะบนหีบเดิน ชั่วโมงปัจจุบันจะแสดงผ่านลูกบาศก์ที่สร้างความแตกต่างด้วย ตัวอักษรสีเงินบนพื้นสีขาว ขณะที่ลูกบาศก์ซึ่งยังไม่ทำหน้าที่แสดงชั่วโมงจะใช้ตัวอักษรสีเงินบนพื้น สีน้ำเงินเข้ม


Tambour Spin Time Air Antipode Blue in White Gold
“Spin Time Antipode ทำให้เราสามารถแสดงเวลา 24 ไทม์โซนด้วยลูกบาศก์เพียง 12 ชิ้น” Michel Navas อธิบาย “แนวคิดสำคัญคือการนำไทม์โซนที่อยู่ตรงข้ามกันบนโลกมาแสดงไว้บนลูกบาศก์ชิ้นเดียวกัน เพราะทั้งสองฝั่งมีเวลาห่างกัน 12 ชั่วโมงพอดี ความแตกต่างจึงอยู่ที่ว่า เมื่อด้านหนึ่งเป็นกลางวัน อีกด้านก็จะเป็นกลางคืน และด้วยการสร้างความแตกต่างนี้ Spin Time Antipode จึงสามารถบอกผู้สวมใส่ได้ว่าแต่ละไทม์โซนกำลังอยู่ในช่วง AM หรือ PM”
ผลลัพธ์คือกลไกซับซ้อนที่มีรูปแบบแตกต่าง โดยสามารถแสดงเวลาใน 24 ไทม์โซนหลักทั่วโลกพร้อมกัน ผ่านลูกบาศก์ 12 ชิ้น โดยลูกบาศก์แต่ละชิ้นระบุชื่อเมืองสองแห่งที่มีเวลาห่างกัน 12 ชั่วโมง หรือเปรียบเสมือนเมืองที่อยู่คนละฟากของโลก ไม่ว่าจะเป็น Los Angeles และ Dubai, New York และ Bangkok รวมถึง Paris และ Midway Islands เมื่อรวมกันแล้ว ลูกบาศก์ทั้ง 12 ชิ้นจึงสามารถถ่ายทอดเวลาได้ครอบคลุมทั่วโลก
ไม่เพียงเท่านั้น ลูกบาศก์แต่ละชิ้นยังแสดงสถานะกลางวันและกลางคืนผ่าน สีพื้นหลัง และเมื่อเมืองแต่ละคู่เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนระหว่างกลางวันกับกลางคืน ลูกบาศก์จะหมุนเพื่อสลับการแสดงผล ส่วนเวลาท้องถิ่น (Local Time) จะแสดงผ่านเข็มชี้สีเหลืองขนาดเล็กที่เพนต์ด้วยมือ ซึ่งตั้งใจอ้างอิงถึง ด้ายเย็บสีเหลืองบนเครื่องหนังของ Louis Vuitton
แม้กลไก In-house Calibre ST12.01 จะมีความซับซ้อน แต่การปรับตั้งค่าทั้งหมดสามารถทำได้อย่างง่ายดายผ่านเม็ดมะยม บรรจุอยู่ในตัวเรือนทองคำขาวขนาด 42.5 มิลลิเมตร จับคู่กับสายหนังลูกวัวในเฉดสีเดียวกับหน้าปัด


Tambour Spin Time Air Flying Tourbillon Salmon in Platinum
หน้าปัด สีแซลมอนครองพื้นที่พิเศษในประวัติศาสตร์ของโลกนาฬิกาชั้นสูงมาอย่างยาวนาน ด้วยความเชื่อมโยงกับโลหะมีค่าและความหรูหราที่สุขุม โดยทาง La Fabrique des Cadrans ได้ทดลองหลายเฉด ก่อนจะได้โทนสีอ่อนละมุนที่เลือกมาอย่างตั้งใจ จับคู่กับตัวเรือน แพลทินัม วัสดุสุดหรูที่มีความท้าทายในการขึ้นรูปด้วยเครื่องจักร
หัวใจสำคัญคือกลไก In-house Calibre LFT ST05.01 ซึ่งต้องใช้เวลาประกอบนานถึง 50 ชั่วโมง มากกว่าสองเท่าของเวลาที่ใช้กับกลไกอื่นในคอลเลกชั่น Tambour Spin Time
ความซับซ้อนดังกล่าวเกิดจากการผสานกลไกชั้นสูงหลายส่วนเข้าด้วยกัน โดยนำระบบลูกบาศก์ลอยตัวอันเป็นเอกลักษณ์ของ Spin Time Air มาทำงานร่วมกับ Flying Tourbillon ที่ตำแหน่งกึ่งกลาง พร้อมกรงรูปทรง Monogram Flower
“เราตั้งใจออกแบบกรง Tourbillon ให้เป็นรูปทรง Monogram Flower ” Enrico Barbasini กล่าว “รายละเอียดนี้ทำหน้าที่เตือนให้เห็นว่า นี่คือนาฬิกา Louis Vuitton ตั้งแต่แก่นแท้ ไม่ใช่เพียงจากตัวเรือนหรือหน้าปัดเท่านั้น แต่ตัวตนของเมซงยังถูกถ่ายทอดลึกลงไปถึงภายในกลไกด้วย”

กลไกซับซ้อนที่บ่งบอกตัวตน
Spin Time คือผลงานที่ประลายเซ็นของ Louis Vuitton ในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา และสำหรับนาฬิกาทั้ง 5 รุ่นที่ก้าวเข้าสู่คอลเลกชั่นถาวร ตัวเรือน Tambour ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ด้วยรูปทรงและบุคลิกที่โดดเด่นจนจดจำได้ทันทีบนข้อมือ ไม่ต่างจากทรังก์เดินทางของ Louis Vuitton ที่กลายเป็นภาพจำของเมซงมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน Spin Time ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกากับวัฒนธรรมแห่งการเดินทาง ถ่ายทอดแนวคิด Art of Travel ผ่านกลไกจักรกลที่สร้างขึ้นไม่เพียงเพื่อบอกเวลา หากยังเปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่พร้อมเคลื่อนไปกับผู้สวมใส่ในทุกจุดหมาย

