พร้อมสร้างสรรค์ผลงานหลากรุ่นเพื่อทริบิวต์ให้กับมรดกดั้งเดิมของแบรนด์

ปี 2025 ถือเป็นปีสำคัญของแบรนด์นาฬิกาหลายแบรนด์ แต่คงไม่มีใครเฉลิมฉลองครบรอบได้อย่างยิ่งใหญ่เหมือนที่ Breguet ทำในวาระครบ 250 ปี ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานทริบิวต์ให้กับมรดกดั้งเดิมของแบรนด์ ผสมผสานกับนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาขึ้น ดังที่ปรากฏในผลงานร่วมสมัยที่ทยอยเปิดตัว ตั้งแต่ Classique Souscription, Tradition Seconde Rétrograde… จนถึง Classique Répétition Minutes 7365
ไม่เพียงเท่านั้น ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Sotheby’s ยังได้จัดการประมูลครั้งพิเศษเพื่อตอกย้ำวาระครบรอบ 250 ปีของ Breguet โดยนำผลงานตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ถึงปลายศตวรรษที่ 20 ออกประมูลหลากรายการ ทุกชิ้นโดดเด่นด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทั้งนาฬิกา perpetual tact ของกษัตริย์ George IV ปี 1827 หมายเลข 4548 นาฬิกาทูร์บิญองหมายเลข 1890 จากยุคผู้ก่อตั้ง ซึ่งติดตั้ง natural escapement และเคยเป็นของเคานต์ชาวรัสเซีย รวมถึงผลงานร่วมสมัย Classique Souscription 2025 หมายเลข 250 ซึ่งเป็นเรือนแรกของลำดับหมายเลขในซีรีส์ นับเป็นผลงานที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของแบรนด์


เหนือสิ่งอื่นใดคือการที่ Classique Souscription 2025 สุดยอดผลงานของ Breguet สามารถคว้ารางวัล ‘Aiguille d’Or’ (รางวัลเข็มทองคำ) จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ประจำปี 2025 ซึ่งเปรียบได้กับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของออสการ์ ถือเป็นความสำเร็จอันคุ้มค่าสำหรับความทุ่มเทในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อเชิดชูมรดกของอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ (Abraham-Louis Breguet) ช่างนาฬิกาชาวฝรั่งเศสผู้พลิกโฉมโลกนาฬิกาในยุคหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส
“รางวัลนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลา 250 ปีแห่งความเป็นเลิศ
Gregory Kissling ซีอีโอ
ในการสร้างสรรค์นาฬิกา และยังเชื่อมโยงถึงช่างนาฬิกา ช่างฝีมือ และทีมงานที่ทุ่มเททำงานเพื่อแบรนด์ของเรา”
นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่มีการเปิดตัว Classique Souscription 2025 ในวันและสถานที่เดียวกับปี 1775 ซึ่งเป็นปีที่อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ก่อตั้งแบรนด์ ณ กรุงปารีส ทางแบรนด์ก็เดินหน้าจัดงานเปิดตัวผลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในเซี่ยงไฮ้กับ Tradition Seconde Rétrograde 7035, ในนิวยอร์กกับ Type XX Chronographe Ref. 2075 ที่ได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกานักบินหมายเลข 1780 ปี 1955 และที่เจนีวากับการเปิดตัว Classique Tourbillon Sidéral 7255 ซึ่งเป็นนาฬิกาฟลายอิ้งทูร์บิญองรุ่นแรกของแบรนด์เพื่อคารวะผลงานดั้งเดิมในปี 1801 ก่อนจะเดินทางต่อไปยังลอนดอน โซล โตเกียว และดูไบ
ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า Breguet ไม่ได้ถูกนิยามด้วยนาฬิกาเพียงรุ่นเดียว หากแต่เป็นมรดกอันหลากหลายที่ร่วมกันสร้างตัวตนของแบรนด์ขึ้นมา นาฬิการุ่นครบรอบแต่ละรุ่นยังถูกพัฒนาตามแนวคิดที่ชัดเจน ทั้งด้านโครงสร้าง สุนทรียภาพ และการเลือกใช้วัสดุ Breguet Gold โลหะผสมเฉพาะที่พัฒนาขึ้นเพื่อโอกาสนี้ รวมถึงลวดลายกิโยเช่ Quai de l’Horloge ซึ่งออกแบบใหม่โดยอ้างอิงจากลายที่พบบนพื้นที่ตั้งร้านแรกของแบรนด์
วันนี้แทบไม่มีข้อกังขาว่าอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ ช่างนาฬิกาแห่งศตวรรษที่ 18 คือหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์นาฬิกาโลก เขาถือเป็นหนึ่งในสถาปนิกผู้วางรากฐานของศาสตร์นาฬิกาสมัยใหม่ ด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทูร์บิญองเพื่อชดเชยความคลาดเคลื่อนอันเกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลก, ขดลวดบาลานซ์แบบโอเวอร์คอยล์, ระบบกันกระแทกของบาลานซ์วีล, ระบบพิโวตแม่เหล็กเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของกลไก, natural escapement ซึ่งผู้ผลิตสมัยใหม่ เช่น François-Paul Journe และ Kari Voutilainen ยังนำไปปรับใช้ รวมถึงการสร้างสรรค์นาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลกในปี 1810 รุ่น Reine de Naples ที่ออกแบบให้ Caroline Murat พระราชินีแห่งเนเปิลส์ ลูกค้าคนสำคัญที่สั่งซื้อทั้งนาฬิกาพกและนาฬิกาตั้งโต๊ะรวมกว่า 34 ชิ้น
เขายังเป็นผู้วางแบบพิมพ์ทางเทคนิคและสุนทรียศาสตร์ที่ยังคงเป็นพื้นฐานของการทำนาฬิกาจนถึงปัจจุบัน เช่น เข็มนาฬิกาแบบ Breguet (เปิดตัวในปี 1783) ซึ่งมีปลายเรียวบางและวงกลมโปร่ง, การใช้เลขอารบิกด้วยฟอนต์แบบฉบับ, การสลักลายกิโยเช่บนชิ้นส่วนกลไก และการใช้แพลตินัมตั้งแต่ปี 1780 Breguet ยังมีประวัติศาสตร์ยาวนานกับลูกค้าคนสำคัญ เช่น พระนางมารี อ็องตัวแน็ต ซึ่งสั่งผลิตนาฬิกาพกทอง 18 กะรัตที่ซับซ้อนอย่างยิ่งในช่วงปี 1783–1827 นโปเลียน โบนาปาร์ต กองทัพฝรั่งเศส รวมถึงลูกค้าคนดังในยุคปัจจุบัน
“อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ คือหนึ่งในนักนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นาฬิกา จิตวิญญาณแห่งการประดิษฐ์ของเขาไม่ใช่อดีต แต่ยังมีชีวิตอยู่ในตัวเรา
Gregory Kissling ซีอีโอ
เราไม่ได้แค่พูดถึงมรดกของเขา แต่ใช้มันเป็นรากฐานเพื่อผลักดันขอบเขตใหม่ๆ”
Tradition Seconde Retrograde 7035

ทางแบรนด์ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาประเภท tact watches ที่ Breguet เริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1799 ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่ ‘สัมผัสเวลา’ ได้โดยไม่ต้องมองหน้าปัด ผลงานใหม่นี้นอกจากจะเผยให้เห็นชิ้นส่วนกลไก ทั้งรูปทรงและตำแหน่งของสะพานจักร เฟือง และระบบกลไกต่างๆ บนหน้าปัดแล้ว ยังมาพร้อมหน้าปัดขนาดเล็กที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ผ่านการสลักลายกิโยเช่และลงยาสีนํ้าเงินด้วยมือ ตัวเรือนขนาด 38 มม. ด้านหลังเผยให้เห็นแท่นเครื่องและสะพานจักรเคลือบ Breguet Gold และยังเป็นครั้งแรกของคอลเลกชัน Tradition ที่มีการขัดลายซาตินบนสะพานจักรด้วยมือ แผ่นแท่นเครื่องตกแต่งแบบ shot-blast ส่วนโรเตอร์ขึ้นลานทำจากแพลตินัมรูปทรงใบมีด อ้างอิงจากดีไซน์ยุคเบรเกต์ดั้งเดิม ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติอินเฮาส์ สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
Type XX Chronographe 2075

ได้รับแรงบันดาลใจจาก Type XX รุ่นแรกซึ่งถูกสร้างในฐานะนาฬิกานักบินสำหรับพลเรือนหลังความสำเร็จของ Type 20 ที่พัฒนาตามข้อกำหนดของกองทัพฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผสานเข้ากับเสน่ห์ของงานออกแบบร่วมสมัย ตัวเรือนขนาด 38.3 มม. ประณีตด้วยเม็ดมะยมและปุ่มกดจับเวลาทรงจุกปั๊มที่ขัดเงา ขอบตัวเรือนหมุนสองทิศทางทำจาก Breguet Gold สลักสเกลเวลา 60 นาที พร้อมช่องโล่งที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา หน้าปัดครอบด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่องเคลือบกันแสงสะท้อน ตัวเรือนกันนํ้าลึก 50 เมตร ครบทั้งความคลาสสิกและเทคโนโลยีร่วมสมัยในเรือนเดียว
Classique Minute Repeater 7365

ผลงานลิมิเต็ดเอดิชัน 25 เรือน เป็นนาฬิกามินิทรีพีตเตอร์รุ่นแรกของแบรนด์ที่สร้างด้วย Breguet Gold ใช้กลไก Calibre 1896 ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งใหม่ โดดเด่นด้วย gongs ซึ่งอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรก และในรุ่นใหม่นี้ทำจากไวท์โกลด์เคลือบ Breguet Gold ความถี่บาลานซ์วีลเพิ่มเป็น 3 Hz (21,600 ครั้งต่อชั่วโมง) เพื่อความเที่ยงตรงและเสถียรภาพ ตัวเรือนขนาด 39 มม. พร้อมหน้าปัดอีนาเมล Grand Feu สี Bleu de France
Classique Tourbillon Sideral 7255

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Breguet กับการนำเสนอ flying tourbillon โดยอ้างอิงจากนาฬิกาทูร์บิญองเรือนแรกของแบรนด์ รหัส 3350 พร้อมยกโครงสร้างกลไกให้เหนือพื้นหน้าปัดเพื่อสร้างมิติ โดยตัวทูร์บิญองสูงขึ้นจากแผ่นเพลต 2.2 มม. และลอยเหนือหน้าปัด 0.9 มม. รุ่นนี้ยังเพิ่ม Mysterious complication ทำให้กลไกเคลื่อนไหวราวกับไม่เชื่อมต่อกัน โดยใช้เรกูเลเตอร์ที่ซ่อนอยู่ บริดจ์ล่างและฐานกรงทูร์บิญองผลิตจากแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อนให้ความโปร่งใสคล้ายลอยตัว ตกแต่งหน้าปัดด้วยอีนาเมล aventurine เป็นครั้งแรก สื่อถึงคำว่า Sidéral (ดวงดาว) ตัวเรือน Breguet Gold ขนาด 38 มม. จับคู่สายจระเข้สีนํ้าเงิน ผลิตจำนวนจำกัด 50 เรือน
Reine de Naples 9935 & 8925

คอลเลกชัน Reine de Naples ได้แรงบันดาลใจจากเรือนเวลาที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1810-1812 เพื่อถวาย Caroline Murat พระขนิษฐาของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ซึ่งถือเป็นนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลก ตัวเรือนรูปทรงรีอันเป็นเอกลักษณ์ถูกถ่ายทอดสู่เวอร์ชันร่วมสมัย Reine de Naples 9935 เป็นนาฬิกาสตรี ที่รุ่น Moon Phase ถูกนำเสนอโดยไม่มีเข็มบอกพลังงานสำรอง เพื่อให้หน้าปัดเน้นฟังก์ชันสำคัญ ได้แก่ ชั่วโมง นาที วินาทีแบบ Small Seconds และ Moon Phase ที่ขยายรายละเอียดให้เด่นยิ่งขึ้น ส่วน Reine de Naples 8925 เน้นการแสดงผลชั่วโมงและนาที ขอบตัวเรือนประดับเพชร 41 เม็ด จับคู่สายทอง Breguet Gold พร้อมข้อต่อบริเวณตัวเรือนทรงกลม และใช้เทคนิค snow-setting เป็นครั้งแรก
Classique 7235 & 7225


Classique 7235 คือการคารวะแก่ผลงานก่อตั้งของ Breguet นาฬิกาพกหมายเลข 5 ปี 1794 ซึ่งถูกส่งมอบให้ François Jourgnac Saint-Méard โดดเด่นด้วยดีไซน์ไม่สมมาตรแต่เปี่ยมเสน่ห์ รุ่นใหม่ย่อสัดส่วนสู่ตัวเรือน 39 มม. พร้อมยกระดับงานขัดแต่ง ทำงานด้วย Calibre 502.3.DRL สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง ส่วน Classique 7225 มองสู่อนาคต โดยอ้างอิง Breguet No. 1176 พร้อมยกระดับความเที่ยงตรงด้วยกลไกความถี่สูง 10 Hz (72,000 ครั้งต่อชั่วโมง) Calibre 74SC ใช้ระบบแม่เหล็กจัดการแรงเสียดทาน ทำให้เดินได้อย่างเสถียร
Marine Hora Mundi 5555

Hora Mundi มาจากภาษาลาติน แปลว่า World Time ใช้กับนาฬิกาฟังก์ชันไทม์โซนของ Breguet ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 รุ่นนี้ตกแต่งหน้าปัดเป็นแผนที่โลกด้วยการลงยาแบบ Grand Feu ซ้อนด้วยแผ่นแซฟไฟร์บางที่วาดภาพทวีปด้วยงานลงยาขนาดจิ๋ว และแต้มจุดเรืองแสง ‘Phosphorescent’ ที่เปล่งแสงสีฟ้าในความมืด ระบบกลางวัน-กลางคืนแสดงด้วยดิสก์หมุนที่ตกแต่งลาย Sunburst สำหรับดวงอาทิตย์ และจันทร์เสี้ยวสำหรับเวลากลางคืน วันที่อ่านค่าผ่านกรอบหน้าต่างทรงเหลี่ยมโค้งใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ชื่อเมืองแสดงด้วยตัวอักษรสีขาวบนพื้นนํ้าเงิน ยกเว้น Vallée de Joux ที่เป็นสีแดง ตัวเรือนขนาด 43.9 มม. กลไกอัตโนมัติอินเฮาส์ Cal. 77F1 สำรองพลังงาน 55 ชั่วโมง
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฟรองซัวส์-โปล จูร์น (François-Paul Journe)


