Ulysse Nardin: เมื่อความเป็นไปไม่ได้ ถูกทำให้เบากว่าที่เคยมีมากับ…นาฬิกาดำน้ำเบาที่สุด

Date:

Ulysse Nardin ในงาน Watches and Wonders 2025: นวัตกรรมใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงขีดจำกัดของการออกแบบและวัสดุในวงการนาฬิกาดำน้ำที่เบาที่สุด

ในจังหวะที่โลกทั้งใบแทบจะเชื่อแล้วว่า มันคงไม่มีทางเป็นไปได้ Ulysse Nardin ก็เดินหน้าฉีกทุกกฎของแรงโน้มถ่วง ด้วยการเผยโฉมนาฬิกาดำน้ำระบบกลไกที่เบาที่สุดในโลก

ปีนี้ในงาน Watches and Wonders 2025 เปิดเวทีด้วยโมเมนต์สุดเร้าใจที่บันทึกสถิติใหม่ให้กับวงการหลายรายการ หนึ่งในไฮไลต์คือการที่ Bvlgari ทวงบัลลังก์นาฬิกาทูร์บิญงที่บางที่สุดในโลกกลับคืนมา ด้วยรุ่น Octo Finissimo Ultra Tourbillon ที่บางเพียง 1.85 มิลลิเมตร นับรวมทั้งตัวเรือน หน้าปัด และ baseplate แล้วด้วย

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่สร้างความฮือฮาได้ไม่แพ้กันนั่นก็คือ escapement รุ่นใหม่ที่ทำจาก silicon ทั้งชิ้น ผลงานล่าสุดของ Rolex ที่เปิดตัวพร้อมกับคอลเลกชัน Land-Dweller รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างสง่างาม

ที่น่าสนใจคือ Ulysse Nardin ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการใช้ silicon escapement เป็นรายแรกๆ ของโลก กับ Dual Direct escapement ที่แม้จะถูกยุติการผลิตไปถาวร เพื่อหวนคืนสู่ Swiss lever แบบดั้งเดิม แต่เส้นทางของนวัตกรรมสำหรับแบรนด์นี้ยังไม่สิ้นสุดง่ายๆ

เพราะในปีนี้ Ulysse Nardin เพิ่งคว้าสถิติใหม่อีกครั้ง กับนาฬิกาดำน้ำระบบกลไกที่เบาที่สุดเท่าที่เคยมีมา Diver [AIR] ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 52 กรัม (รวมสายแล้ว) เบาจนเหมือนกำลังสวมศิลปะไว้บนข้อมือมากกว่าฟังก์ชันบอกเวลา

นาฬิกาดำน้ำที่เบาจนทำลายสถิติของตัวเอง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2021 Ulysse Nardin เคยสร้างความฮือฮาด้วย Diver X Skeleton นาฬิกาที่กล้าผสานดีไซน์ skeletonization เข้ากับความแกร่งแบบนาฬิกาดำน้ำอย่างไม่เกรงใจใคร แม้จะถูกตั้งคำถามเรื่องความชัดเจนในการอ่านเวลา แต่ก็ยืนหนึ่งด้วยน้ำหนักเพียง 105.8 กรัม ซึ่งเบากว่านาฬิกาดำน้ำทั่วไปถึง 15 กรัม

และวันนี้ พวกเขากลับมาพร้อมการหั่นน้ำหนักลงไปอีกถึง 53.8 กรัม ด้วยรุ่น Diver [AIR] ที่เบาเหลือเชื่อเพียง 52 กรัม เมื่อเทียบกันแล้ว นี่คือนาฬิกาที่เบากว่าเดิม “เกินครึ่ง” แบบไม่มีใครตามทัน

แม้นาฬิกาดำน้ำจะเริ่มมีบทบาทในโลกนาฬิกาตั้งแต่ยุค 1950 แต่ Ulysse Nardin นั้นล้ำหน้าไปไกลกว่านั้นหลายทศวรรษ เพราะย้อนกลับไปในปี 1893 แบรนด์ได้ผลิตเครื่องบอกเวลาที่กันน้ำได้เป็นครั้งแรก ก่อนจะตามมาด้วยนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของแบรนด์ในปี 1964

และเมื่อเข้าสู่ศตวรรษใหม่ Ulysse Nardin ก็ยังคงไม่หยุดทำในสิ่งที่ “แตกต่าง” ในปี 2001 พวกเขาเปิดตัว Aqua Perpetual ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำที่ไม่เพียงแต่กันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตรเท่านั้น ยังเป็น เรือนแรกและเรือนเดียวในโลกที่รวม perpetual calendar ไว้ในเรือนเดียวกันอย่างลงตัว

การสร้างนาฬิกาดำน้ำแบบกลไกที่เบาที่สุดในโลกไม่ใช่แค่เรื่องของการ “ลดน้ำหนัก” แบบตัดทิ้งไปเฉย ๆ แต่มันคือการ รื้อโครงสร้างเดิมทั้งหมด แล้วออกแบบสถาปัตยกรรมภายในใหม่ตั้งแต่ศูนย์

ต่อยอดจากกลไก UN-372 ที่เคยใช้ใน Diver X Skeleton ทีมวิศวกรของ Ulysse Nardin เดินหน้าสร้างกลไกใหม่ล่าสุดอย่าง UN-374 caliber ที่เรียกได้ว่าเป็นผลงานแห่งความกล้าหาญและสวนทางกับความเป็นไปได้

เพราะครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้แค่ปรับปรุง แต่ถึงขั้นรื้อทุกชิ้นส่วนแล้วออกแบบใหม่ทั้งหมด บนแนวคิดที่ดูย้อนแย้งอย่างไม่น่าเชื่อนั่นก็คือ “ยิ่งเอาเนื้อวัสดุออกไปมากเท่าไร โครงสร้างยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น”

ผลลัพธ์อันน่าทึ่งนี้เกิดขึ้นจากการออกแบบสะพานกลไกให้มีรูปทรง สามเหลี่ยม โครงสร้างที่วงการวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมยกให้เป็นรูปทรงที่ ต้านแรงบิดและแรงบิดเบี้ยวได้ดีที่สุด จักรกลไกแต่ละชิ้นบางเพียงไม่กี่มิลลิเมตร แถมยังเจาะโปร่งเพื่อ ลดน้ำหนักให้เบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วน winding rotor ก็ถูกปรับให้เหลือเฉพาะชิ้นส่วนที่จำเป็นอย่างแท้จริง

แม้แต่ mainspring barrel เองก็ยังถูกพลิกแนวคิดใหม่หมด โดยใช้การจัดวางแบบ “flying” ซึ่งช่วยตัดน้ำหนักจากโครงสร้างด้านบนออกไปอย่างหมดจด จากการปรับโครงสร้างทั้งหมด น้ำหนักของกลไก caliber รุ่นใหม่นี้ถูกรีดลงมาเหลือเพียง 7 กรัม เท่านั้น และยังคงซ่อนพลังงานสำรอง (power reserve) ไว้ได้ถึง 90 ชั่วโมง แบบไม่ลดทอนประสิทธิภาพแม้แต่น้อย

และแม้ตัวเรือนจะประกอบด้วย “อากาศถึง 80%” และ “วัสดุเพียง 20%” แต่โครงสร้างที่ผ่านการ skeletonized อย่างประณีตก็ยังสามารถทนแรงกระแทกได้สูงถึง 5,000g (เราพูดถึง g ที่หมายถึงแรงโน้มถ่วง (gravity) ไม่ใช่แค่หน่วยกรัมธรรมดา เพราะนี่คือระดับความแกร่งที่ไม่ได้วัดกันแค่ในน้ำลึก แต่วัดกันในทุกสถานการณ์ที่ข้อมือคุณต้องเผชิญ)

Ulysse Nardin ไม่เพียงแค่สร้างนาฬิกาที่เบาที่สุด แบรนด์ยังก้าวไปไกลกว่าแค่การทำงานแบบเดิม ๆ ด้วยการเข้าไปในโลกของวิทยาศาสตร์วัสดุ

การสร้างนาฬิกาที่เบาอย่างเหลือเชื่อแบบนี้ทำให้แบรนด์ต้องมองข้ามขีดจำกัดของวัสดุในวงการนาฬิกาแบบดั้งเดิมไป โดยเลือกใช้ไทเทเนียมในการผลิตกลไก (ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์) พร้อมกับ Escapement ที่ทำจากซิลิคอน ที่ได้มาจากซิลิคอนแผ่นที่นำกลับมาใช้ใหม่ โดย Sigatec

แบรนด์ไม่ได้ทำเพียงแค่ค้นหาวัสดุใหม่ ๆเท่านั้น พวกเขายังร่วมมือกับผู้นำในอุตสาหกรรมและสตาร์ทอัพ เพื่อรวมเอาส่วนประกอบที่รีไซเคิลและนวัตกรรม เข้ามาในผลิตภัณฑ์อย่างเต็มที่ ส่วนประกอบอื่น ๆ ได้แก่:

สำหรับเรือนขนาด 44 มม. Ulysse Nardin ได้พัฒนา โครงสร้างโมดูลาร์ ที่ใช้ไทเทเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ โดยคาร์บอนไฟเบอร์นั้นมีความหนาแน่นต่ำสุด ๆ ที่ 1.8g/cm³ ซึ่งช่วยให้ลดน้ำหนักได้อย่างมหาศาลโดยไม่ทิ้งความสวยงาม แต่เพราะคาร์บอนไฟเบอร์เองไม่สามารถกันน้ำได้ตามธรรมชาติ กลไกภายในจึงถูกบรรจุในตัวเรือนขนาดกลางที่เป็นไทเทเนียม เพื่อรับประกันความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 200 เมตร

ข้อมูลทางเทคนิค
Ulysse Nardin Diver [AIR]

Ref.: Ref. 3743-170-2A/0A
กลไก: กลไกขึ้นลานอัตโนมัติ UN-374 Manufacture calibre พลังงานสำรอง 90 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาทีกลาง
ขนาดเคส: 44 มม. × 14.7 มม. ไทเทเนียมรีไซเคิล 90% (เคสกลางและฝาหลัง) Nylo®-Foil (ด้านข้าง) CarbonFoil (ขอบหมุนทรงกลมแบบเว้า) กันน้ำลึกถึง 200 เมตร
หน้าปัด: สไตล์กระดูกเปลือย (Skeletonized)
สาย: สายผ้ายืดสีส้ม สายผ้ายืดสีขาว

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพจาก:Ulysse Nardin

Share post:

More like this

ความเรียบง่าย  ฟังก์ชัน และงานฝีมืออันเป็นเลิศ Laurent Ferrier Classic Auto Horizon

เจาะลึกรายละเอียดน่าสนใจใน Laurent Ferrier Classic Auto Horizon นับตั้งแต่ Laurent Ferrier ได้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาอิสระโดยใช้ชื่อของตัวเองที่นครเจนีวา...

H. Moser & Cie. อัพเดตคอลเลกชัน Streamliner ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ 2 เวอร์ชัน

H. Moser & Cie. Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen ความมินิมัลนั้นกลายเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา...

การกลับมาของ Frederique Constant Classic QP พร้อมดีไซน์ที่เปี่ยมไปด้วยความประณีต

Frederique Constant เปิดตัว Classic Perpetual Calendar รุ่นใหม่ที่ Watches and Wonders 2025 พร้อมการปรับดีไซน์ที่ละเอียดอ่อนและกลไก FC-776 automatic movement ที่ให้ความเสถียรและน่าเชื่อถือมากขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานจริงด้วยพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง

Alpina เปิดตัวสุดยอดนาฬิกาที่จะสะกดทุกสายตาในงาน Watches and Wonders 2025 

Alpina เปิดตัวสองรุ่นใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจในงาน Watches and Wonders 2025 ซึ่งรวมถึง Alpiner Extreme Automatic Ice Blue และ Alpina Heritage Tropic-Proof Handwinding ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบคลาสสิกในปี 1965 พร้อมกับการพัฒนาและฟีเจอร์ที่ทันสมัย