Bulgari ประเดิมเวที Watches and Wonders 2025 ด้วยเรือนเวลา 2 รุ่นไอคอนิก

Date:

การสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ ณ Watches and Wonders 2025

ครั้งแรกของแบรนด์จิวเวลรีและนาฬิกาชั้นสูงจากอิตาลีอย่าง Bulgari บนเวที Watches and Wonders Geneva งานสำคัญระดับโลกของวงการนาฬิกา ที่ปีนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของแบรนด์อย่างเป็นทางการ และแน่นอน พวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ

Bulgari ขนสองไอคอนิกตัวท็อปมาเปิดตัว ได้แก่ Octo Finissimo และ Serpenti เรือนเวลาที่ไม่เพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ของความล้ำหน้าและความหรูหรา แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันเฉียบคมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องและน่าตื่นตา ในแบบที่โลกไม่อาจละสายตาได้

การสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ ณ Watches & Wonders 2025

การปรากฏตัวครั้งแรกของแบรนด์บนเวที Watches and Wonders มาพร้อมพื้นที่จัดแสดงที่สะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ได้อย่างหมดจด ผสานกลิ่นอายความรุ่งโรจน์แห่งโรมันเข้ากับ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงอย่างกลมกลืน

สองเรือนเวลาระดับมาสเตอร์พีซถูกนำมาเปิดตัวภายใต้แสงไฟของเจนีวา เริ่มจาก Octo Finissimo Ultra Tourbillon นาฬิกาที่สร้างสถิติโลกเป็นครั้งที่ 10 ในหมวดความบางเฉียบเหนือระดับ ยืนยันสถานะความเป็นไอคอนแห่งศตวรรษที่ 21 และตอกย้ำบทบาทของ Bulgari ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกอันไร้คู่เปรียบ

ในขณะที่ Serpenti Aeterna ก็เผยโฉมด้วยความงามที่ชวนลุ่มหลง รังสรรค์จากจินตนาการใหม่ของอสรพิษผู้เป็นสัญลักษณ์เหนือกาลเวลา สู่ผลงานจิวเวลรีที่เปล่งประกายด้วยดีไซน์ล้ำยุค อวดโฉมความสง่างามที่ทั้งเย้ายวนและเปี่ยมพลัง

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เข้าร่วมงาน Watches and Wonders เป็นครั้งแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อนำเสนอความเป็นดีเอ็นเอของเราอย่างเต็มที่ในฐานะผู้ผลิตเครื่องประดับและนาฬิกา ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เราได้ตอกย้ำสถานะการเป็นแนวหน้าของวงการนาฬิกาโดยการผสมผสานนวัตกรรมของสวิสเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และอัจฉริยภาพด้านการออกแบบของอิตาลีได้อย่างลงตัว

ขณะที่เราเฉลิมฉลอง 25 ปีแห่งนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาอันเหนือชั้นภายใต้แรงกระตุ้นของ LVMH รวมทั้งคติของเราคือ “ความหลงใหลในการสร้างสรรค์” เราได้สะท้อนสิ่งเหล่านี้ให้เห็นผ่านนวัตกรรมและงานฝีมือที่กำหนดวิสัยทัศน์ของเรา งาน Watches and Wonders ถือเป็นเวทีที่สมบูรณ์แบบในการนำเสนอเรื่องราวการเดินทางของเรา เริ่มตั้งแต่ปี 2014 ปีแรกที่ทำให้เราได้สร้างสถิติถึง 10 ปีซ้อนสำหรับนาฬิกา ออคโต ฟินิสซิโม

นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดตัวนาฬิกาครั้งที่ 13 ของเราในระยะเวลาเพียง 11 ปี ซึ่งประกอบด้วย บุลการี พิคโคลิซซิโม (Bvlgari Piccolissimo) บุลการี ไมโคร ทูร์บิญอง เลดี้ (Bvlgari Micro Tourbillon Lady) บุลการี เลดี้ โซโล เทมโป (Bvlgari Lady Solo Tempo) ซึ่งถือเป็นเครื่องประดับสุดสร้างสรรค์สำหรับสตรี และยังมีนาฬิการุ่นอื่น ๆ ในงานนี้ด้วย


เรายังคงสำรวจพื้นที่ใหม่ ๆ สำหรับนาฬิกา ออคโต ฟินิสซิโม และ  เซอร์เพนติ เพื่อที่จะขยายขอบเขตของการออกแบบและการสร้างสรรค์นาฬิกา รวมทั้งเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับวงการนาฬิกา”

ฌอง-คริสตอฟ บาแบง ซีอีโอแห่ง LVMH Watches และบุลการี

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในวิวัฒนาการของแบรนด์ บทพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญของ Bulgari ในฐานะศิลปินผู้รังสรรค์เรือนเวลา ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ความเป็น “ช่างอัญมณีแห่งโรม” ไว้อย่างเด่นชัด ขณะเดียวกันก็พัฒนาและก้าวเข้าสู่โลกแห่งการผลิตนาฬิกาสวิสด้วยความมั่นคง

ด้วยการหลอมรวมมรดกทางศิลป์ของเมซงเข้ากับนวัตกรรมอันทันสมัย Bulgari ยังคงยืนหยัดในฐานะแบรนด์ผู้บุกเบิก ไม่หยุดที่จะทดลอง ค้นหา และสร้างอนาคตใหม่ๆ ให้กับโลกแห่งเรือนเวลาอยู่เสมอ

ลมหายใจแห่งอิตาลี ณ Watches & Wonders 2025

แบรนด์ได้สร้างปรากฏการณ์ที่งานด้วยการนำเสนอเรือนเวลาระดับไฮไลต์ พร้อมตอกย้ำความเชี่ยวชาญทั้งในด้านการรังสรรค์เครื่องประดับชั้นสูงและศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาชั้นเลิศ

โดยถ่ายทอดจิตวิญญาณแบบโรมันที่หยั่งรากลึกของแบรนด์ สู่พื้นที่จัดแสดงที่ดึงดูดทุกสายตา เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมอิตาเลียนอันงดงาม ผ่านองค์ประกอบการออกแบบที่เปี่ยมรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้หินอ่อนเฉดสีอันงดงาม การผสานวัสดุหรูหรานานาชนิด และองค์ประกอบทางศิลปะที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมสมัยของเมซง

ด้านหน้าของบูธโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Razionalista อันสง่างาม ซึ่งชวนให้นึกถึงความโอ่อ่าของกรุงโรมในยุครุ่งเรือง ขณะที่ภายใน บรรจุไว้ด้วยผลงานเรือนเวลาจำนวน 7 ชิ้นซึ่งได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ภายใต้ธีม “Beyond Time” นิทรรศการที่เสมือนเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ที่สุดของ Bulgari เพื่อพาผู้เข้าชมก้าวเข้าสู่จักรวาลแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลา

ผลงานแต่ละชิ้นไม่ใช่เพียงแค่นาฬิกา หากแต่เปรียบได้กับแต่ละบทของเรื่องเล่าอันเป็นเอกลักษณ์ ภาพถ่ายเก่าและเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ ที่จัดแสดงร่วมกันนั้น ช่วยสานต่อบทสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ถ่ายทอดมรดกทางศิลป์ของแบรนด์อย่างงดงาม

ภายในพื้นที่จัดแสดงซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันทุกตารางนิ้ว Bulgari เผยศักยภาพอันไร้ข้อจำกัดในการนิยามความสง่างามแห่งเรือนเวลาใหม่อีกครั้ง ผ่านฝีมือระดับปรมาจารย์ที่เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ของการสร้างสรรค์นาฬิกา

ในโอกาสพิเศษนี้ เมซงได้เผยโฉมสองเรือนเวลาสำคัญที่กลายเป็นหัวใจของการจัดแสดง ได้แก่ Octo Finissimo Ultra Tourbillon ผลงานล่าสุดที่ตอกย้ำความเหนือระดับด้านวิศวกรรมความบางเฉียบ และ Serpenti Aeterna การตีความใหม่ของสัญลักษณ์แห่งความเย้ายวนใจในรูปแบบอัญมณีบอกเวลาที่เปี่ยมด้วยพลังและวิสัยทัศน์

Bulgari Octo Finissimo Ultra Tourbillon
นิยามใหม่ของความประณีตในทุกมิติ

Octo Finissimo Ultra Tourbillon กลับมาเหนือชั้นกว่าเดิม ด้วยการสร้างสถิติใหม่ด้านความบางของเรือนเวลา เพียง 1.85 มิลลิเมตร โดยกลไกทูร์บิญองถูกหลอมรวมอย่างไร้รอยต่อเข้ากับตัวเรือน กลายเป็นผลงานที่แสดงถึงความสามารถเฉพาะตัวในการผสานศาสตร์การผลิตแบบสวิส เข้ากับวิญญาณของช่างอัญมณีแห่งโรมอย่างแยบยล

นี่คือความสำเร็จที่ไม่ได้มาเพียงเพราะเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังเกิดจากวิธีการประดิษฐ์เรือนเวลาอันซับซ้อน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Bulgari แบรนด์ที่ไม่เพียงแค่สร้างนาฬิกา แต่ยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับโลกของ Haute Horlogerie

Tourbillon หัวใจกลไกที่มีความหมายสำหรับ Bulgari

กลไกทูร์บิญองไม่ใช่แค่ความซับซ้อนทางวิศวกรรม หากแต่เป็นหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงเข้ากับตัวตนของ Bulgari มาอย่างลึกซึ้ง นับตั้งแต่การเปิดตัว Octo Finissimo Tourbillon ในปี 2014 เรือนเวลาที่วางรากฐานบทใหม่ให้กับประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ด้วยการเป็นนาฬิกาบางพิเศษเรือนแรกของคอลเลกชั่นออคโต ฟินิสซิโม

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ กว่า 10 ปีแห่งการครองสถิติโลกอย่างต่อเนื่อง และการคว้ารางวัลระดับนานาชาติกว่า 60 รางวัล รวมถึง Aiguille d’Or จากงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดที่ใครๆ ต่างถวิลหา

Octo Finissimo จึงไม่ใช่แค่คอลเลกชันนาฬิกา แต่คือสัญลักษณ์แห่งความก้าวล้ำและความกล้า ที่ทำให้มันกลายเป็นเรือนเวลาซึ่งคว้ารางวัลมากที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 และยังคงเดินหน้าตอกย้ำตำนานนี้อย่างสง่างาม

จิตวิญญาณของกลไก จังหวะแห่งหัวใจในรูปแบบจักรกล

นับตั้งแต่กลไกทูร์บิญองถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 มันได้กลายเป็นสัญลักษณ์สูงสุดแห่งความเที่ยงตรงและศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง ด้วยโครงสร้างการหมุนที่ไม่มีวันหยุด กลไกอันน่าหลงใหลนี้ไม่เพียงสะท้อนความซับซ้อนทางวิศวกรรม แต่ยังเปรียบเสมือนจังหวะการเต้นของหัวใจ ที่มอบชีวิตให้กับเรือนเวลาอย่างแท้จริง

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ Bulgari เริ่มต้นการเดินทางสู่โลกแห่งความบางพิเศษด้วย Octo Finissimo Tourbillon ในปี 2014 เรือนเวลาที่บุกเบิกด้วยกลไกไขลานแบบฟลายอิ้งทูร์บิญอง ที่บางเพียง 1.95 มม. ตัวเรือนรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน บ่งบอกถึงความกล้าและวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการผลักขีดจำกัดของศิลปะแห่งเวลา และในขณะนั้น มันไม่ได้เป็นแค่นาฬิกาบางพิเศษ แต่มันคือฟลายอิ้งทูร์บิญองที่บางที่สุดในโลก

ศิลปะแห่งการฉลุลาย ความโปร่งใสที่เปล่งประกาย

ในโลกของเรือนเวลาชั้นสูง “Skeletonisation” หรือการฉลุลายหน้าปัด คือการเปิดเผยความงามจากภายใน และวันนี้ Bulgari ได้นำแนวคิดนั้นก้าวไปอีกระดับกับ Octo Finissimo Ultra Tourbillon รุ่นใหม่ล่าสุด เรือนเวลาที่เผยให้เห็นความงามเชิงกลผ่านการกระจายแสงอย่างสูงสุดทั่วทั้งกลไก

เรือนเวลานี้โดดเด่นด้วยรายละเอียดที่ผสานความทันสมัยและความประณีต เช่น ขอบหน้าปัดขัดเงาลาดเอียงที่หักเหแสงได้อย่างงดงาม บล็อกบาลานซ์และกลไกทูร์บิญองที่เคลือบโรเดียมอย่างละเมียดละไม รวมถึงบริดจ์ของทูร์บิญองที่เคลือบโรเดียมและตกแต่งผิวด้วยเทคนิคซันเบิร์สต์

ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบเพื่อสร้างสมดุลระหว่างฟังก์ชันการทำงานกับความงดงามทางสายตา ทั้งความทนทาน ความแม่นยำ และความประณีตในการตกแต่ง ล้วนหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อให้การเคลื่อนไหวที่ปรากฏต่อสายตานั้น “ไร้ที่ติ” ตั้งแต่แนวคิด การผลิต ไปจนถึงชิ้นงานที่เสร็จสมบูรณ์ นี่คือการแสดงออกถึง “ศิลปะบนข้อมือ” อย่างแท้จริง ที่ทุกการเต้นของกลไก คือบทกวีแห่งวิศวกรรม

ฟลายอิ้งทูร์บิญองที่บางที่สุดในโลก การสานต่อมรดกโรมันสู่นาฬิกาชั้นยอด

คอลเลกชั่น Octo ของบุลการี สะท้อนถึงพลังสร้างสรรค์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมโรมัน นับตั้งแต่การก่อตั้งในปี 1884 โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปทรงแปดเหลี่ยมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเพดานวิหารของแม็กเซนเทียสและคอนสแตนติน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมโรมันที่มีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน

Octo ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความงดงามของเมืองนิรันดร์ แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างเอกลักษณ์เชิงสร้างสรรค์ของบุลการี คอลเลกชั่นนี้ดึงเอาวิสัยทัศน์อันบริสุทธิ์และทันสมัยจากมรดกโรมัน และนำมาประยุกต์ใช้ผ่านมุมมองร่วมสมัยที่ทันสมัยและแปลกใหม่

ความบางเฉียบของ Octo ได้สะท้อนสุนทรียศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการใช้สีเทาเอกรงค์ที่สร้างความรู้สึกของความบริสุทธิ์และความเป็นแก่นแท้ ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการผลิตนาฬิกาชั้นเยี่ยม โดยเฉพาะฟลายอิ้งทูร์บิญองที่บางที่สุดในโลก ซึ่งเป็นการยกระดับทั้งความบางพิเศษและความซับซ้อนของการผลิตนาฬิกาให้กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับออคโต ฟินิสซิโม อัลตรา ทูร์บิญอง ใหม่

บุลการีได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการเปิดตัว Octo Finissimo Ultra Tourbillon ซึ่งเป็นนาฬิกาทูร์บิญองที่บางที่สุดที่เคยมีมา ด้วยตัวเรือนขนาด 40 มม. และความหนาเพียง 1.85 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไก Tourbillon Caliber BVF 900 ซึ่งเป็นกลไกไขลานด้วยมือ ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิรตซ์) และมีพลังสำรอง 42 ชั่วโมง

คุณสมบัติและสถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันโดดเด่นของช่างทำนาฬิกาและวิศวกรของบุลการีในการสร้างนาฬิกาที่มีความซับซ้อนและแม่นยำ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกาและทูร์บิญอง

ฟาบริซิโอ บวนนามาสซา สติหยิอานี (Fabrizio Buonamassa Stigliani) ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบนาฬิกาของบุลการีกล่าวว่า:

“แนวคิดของเราคือการสร้างนาฬิกาที่รวบรวมความเชี่ยวชาญทั้งหมดของเราไว้ มันไม่ใช่แค่การออกแบบที่ดีที่สุด แต่จะต้องผ่านวิธีการผลิตอันแม่นยำเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของนาฬิกาซีรีส์ Octo Finissimo ในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพความสมบูรณ์ของรหัสทางสุนทรียะที่โดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้ด้วยเช่นกัน ทุก ๆ รายละเอียดตั้งแต่เข็มนาฬิกาไปจนถึงโครงสร้างทูร์บิญองหน้าปัดเปลือย ล้วนเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในความเป็นเลิศของบุลการี”

การเดินทางของกลไก

หนึ่งในจุดเด่นที่สำคัญของ Octo Finissimo Ultra Tourbillon คือการใช้ แผ่นคาร์ไบด์ทังสเตน ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้บรรจุกลไกของนาฬิกาไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่นาฬิกาโดยทั่วไปจะประกอบด้วยตัวเรือนที่บรรจุกลไก แต่สำหรับออคโต ฟินิสซิโม อัลตรา ทูร์บิญอง การเลือกใช้วัสดุที่มีความทนทานสูงและสามารถรักษาความบางของตัวเรือนได้ ทำให้กลไกของนาฬิกามีทั้งความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพในการทำงาน

ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ช่างนาฬิกามักให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ที่เรียบแบนเพื่อความสง่างามทางสุนทรียศาสตร์ การทำให้นาฬิกาบางลงถือเป็นความท้าทายที่ต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาความแข็งแกร่งของตัวเรือนและกลไก การออกแบบในลักษณะนี้ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และความชำนาญในการเลือกใช้วัสดุที่ไม่เพียงแต่ให้ความบางและสง่างาม แต่ยังต้องทนทานและมีความน่าเชื่อถือสูง

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ทีมงานของบุลการีได้พัฒนาการผสมผสานวัสดุขั้นสูงอย่างคาร์ไบด์ทังสเตน ซึ่งเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติทนทานและแข็งแรง จึงช่วยให้การออกแบบตัวเรือนบางพิเศษและโครงสร้างทูร์บิญองมีความแข็งแกร่งพร้อมความทนทานที่เหมาะสมกับการใช้งานในระยะยาว

ออคโต ฟินิสซิโม อัลตรา ทูร์บิญอง ใหม่ยังคงรักษาความสง่างามในทุกมิติ พร้อมกับการพัฒนาใหม่ ๆ ที่เพิ่มความสมบูรณ์แบบในการออกแบบอย่างต่อเนื่อง ตัวเรือนและกรอบนาฬิกาใช้วัสดุไททาเนียมเคลือบไมโครบีดที่ให้ความแข็งแรงและความทนทานสูง พร้อมกับความเบาที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการสวมใส่ แผ่นหลักของนาฬิกาทำจากคาร์ไบด์ทังสเตน ซึ่งไม่เพียงแต่ให้ความแข็งแกร่ง แต่ยังช่วยให้ตัวเรือนของนาฬิกาคงความบางอย่างสมบูรณ์

การออกแบบของ ‘เม็ดมะยม’ ทรงระนาบสองเม็ดที่ยื่นออกมาจากด้านข้างของตัวเรือน (ทางซ้ายที่ 8 นาฬิกาและทางขวาที่ 3 นาฬิกา) เป็นการเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เม็ดมะยมที่ใช้สำหรับการไขลานกลไกและตั้งเวลาทั้งสองข้างทำจากสเตนเลสสตีล และเม็ดกลมที่มีลักษณะประณีตสะท้อนถึงความพิถีพิถันในการออกแบบนาฬิกาของบุลการี

นอกจากนี้การตกแต่งของเฟืองล้อกลไกที่แกะสลักด้วยลวดลายเรขาคณิตก็เป็นอีกหนึ่งลักษณะเฉพาะของเรือนนี้ โดยวัสดุที่ใช้เป็นเหล็กเม็ดกลมที่ช่วยเพิ่มความคมชัดในการอ่านเวลาได้ดีที่สุด

การอ่านเวลาที่แม่นยำและสวยงาม หน้าปัดชั่วโมงประกอบด้วยเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีที่ชุบโรเดียม วางบนพื้นผิวทองเหลืองพ่นทรายที่เคลือบด้วยดีแอลซี แอนทราไซต์ ซึ่งต่างจากรุ่นก่อน ๆ ที่ตัวกลไกชั่วโมงและนาทีมีการตกแต่งเกี่ยวเนื่องกัน โดยการใช้พื้นผิวที่พิเศษนี้ทำให้การอ่านเวลาของ Octo Finissimo Ultra Tourbillon ชัดเจนยิ่งขึ้นและมีความงดงามในตัวเอง

สายไททาเนียมเคลือบไมโครบีดของ Octo Finissimo Ultra Tourbillon เป็นองค์ประกอบที่เสริมความสมบูรณ์ให้กับนาฬิกา โดยสะท้อนถึงรูปลักษณ์ที่บางพิเศษ ซึ่งมีความหนาเพียง 1.5 มม. ความบางเฉียบนี้ยังรวมถึงตัวเกี่ยวที่สามารถพับได้ ทำให้การสวมใส่สะดวกสบายและง่ายดายขึ้น

เป็นการแสดงถึงความสามารถของบุลการีในการผสมผสานความซับซ้อนเข้ากับความสง่างามได้อย่างเชี่ยวชาญ ทุกองค์ประกอบของนาฬิกาถูกออกแบบและผลิตด้วยความประณีต เพื่อตอบสนองต่อทั้งความต้องการในเรื่องฟังก์ชันการใช้งานและความสวยงามที่ไร้ที่ติ

เพิ่มขีดจำกัดตั้งแต่ปี 2014 ภารกิจในการประดิษฐ์นาฬิกาที่บางพิเศษจนได้ครองสถิติโลกถึง 10 สมัย

Octo Finissimo Ultra Tourbillon เป็นการพิสูจน์ถึงความประณีตอันยอดเยี่ยมของบุลการี ซึ่งแสดงถึงความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตนาฬิกาที่บางพิเศษ พร้อมทั้งเป็นตัวแทนของความก้าวหน้าในการผลิตนาฬิกาเชิงกลในระดับใหม่

ฌอง-คริสตอฟ บาแบง ซีอีโอแห่ง LVMH Watches และบุลการี กล่าวไว้ว่า

“แต่ละสถิติเปรียบเสมือนบันไดก้าวหนึ่ง การสร้างสถิติไม่ได้เป็นเพียงแค่การก้าวข้ามอุปสรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการกำหนดนิยามใหม่ของความเป็นไปได้ในการผลิตนาฬิกาเชิงกลอีกด้วย ความท้าทายในแต่ละครั้งทำให้เราต้องคิดใหม่ไม่เพียงแต่เทคนิคแบบดั้งเดิม แต่ยังรวมถึงวิธีการออกแบบและพัฒนาของนาฬิกาอีกด้วย”

การทบทวนหลักการดั้งเดิมของการออกแบบนาฬิกาในลักษณะสองมิติ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กล้าหาญ และได้ปลุกพลังใหม่ให้กับทีมงานของบุลการี ซึ่งส่งเสริมความร่วมมือสร้างสรรค์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ โดยมีการพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ เช่น การกลับมาใช้การแสดงผลด้วย 2 เข็มนาฬิกา ที่เพิ่มสัมผัสลึกซึ้งทางความเป็นมนุษย์ให้กับนาฬิกา

การสร้างนาฬิกาที่บางพิเศษไม่ใช่แค่การปรับปรุงเทคนิคเดิมๆ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการคิดค้นกระบวนการใหม่ ๆ ซึ่งทำให้ทีมวิจัยและพัฒนาของบุลการีได้สร้างเทคนิคใหม่ๆ และได้รับสิทธิบัตรจำนวน 8 ฉบับ โดยครอบคลุมถึงนวัตกรรมต่างๆ เช่น การแสดงผลแบบดิฟเฟอเรนเชียล การออกแบบตัวเรือนที่ใช้สองวัสดุ การติดตั้งคริสตัลแบบใหม่ และการออกแบบสายนาฬิกา

การแสวงหาความบางพิเศษของบุลการีเริ่มต้นในปี 2014 ด้วย Octo Tourbillon ที่ไขลานด้วยมือ และตั้งแต่นั้นมา บุลการีก็ได้สร้างนวัตกรรมที่ทำลายสถิติในหลายด้าน เช่น มินิทรีพีทเตอร์ที่บางที่สุดในโลก (3.12 มม. ในปี 2016) ออคโต ฟินิสซิโม ออโตแมติก (2.23 มม. ในปี 2017) และตัวบอกวันที่บางที่สุดที่เคยมีมา (2.75 มม. ในปี 2021) ซึ่งได้รับรางวัล อายกิลล์ ดอร์ (Aiguille d’Or) ในงาน กรังด์ ปรีซ์ ดอร์โลเฌรี เดอ เฌอเนฟ (Grand Prix d’Horlogerie de Genève หรือ GPHG) เมื่อปี 2012

Octo Finissimo Ultra ที่เปิดตัวในปี 2022 ถือเป็นการเปิดตัวที่เฉลิมฉลองอย่างมีสไตล์ในจตุรัสใจกลางกรุงโรม โดยได้รับรางวัล ออดาซิตี ไพรซ์ (Prix de l’Audace) ในงาน GPHG

ออคโต ฟินิสซิโม อัลตรา ทูร์บิญอง ใหม่ที่เปิดตัวล่าสุดยังคงสานต่อการแสวงหาความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนในทุกด้านของการผลิตนาฬิกาเรือนนี้ โดยจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจในการค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ในอนาคต

เซอร์เพนติ เอเทอร์นา วิวัฒนาการที่กล้าหาญและมีวิสัยทัศน์ของไอคอนเหนือกาลเวลา

เซอร์เพนติ ผลงานสุดไอคอนิกของบุลการีได้ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในชื่อ เอเทอร์นา ซึ่งนำเสนอนาฬิกาแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์แห่งความทันสมัยในสไตล์อาวองการ์ด (Avant-garde) สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและดีไซน์ที่สร้างสรรค์

รูปทรงเรขาคณิตที่มีความทรงพลังและเส้นสายที่สะดุดตาของสร้อยข้อมือแบบดั้งเดิม ได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการผสมผสานระหว่างความงามและความทันสมัยในแต่ละทุกรายละเอียด ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของยุคใหม่ในโลกแห่งการออกแบบของบุลการี

ในปี 2025 ซึ่งเป็นปีงูตามปฏิทินจีน ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ เซอร์เพนติ เมื่อผสมผสาน เอเทอร์นา สู่ยุคใหม่ บุลการีได้นำสัตว์เลื้อยคลานหรืองูที่เคยเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังกลับมามีชีวิตใหม่ผ่านเครื่องประดับชั้นสูงที่วิจิตรบรรจง ด้วยความคิดสร้างสรรค์อันล้ำเลิศ

เพชรที่ส่องแสงประกายสีทองเปรียบดั่งสัตว์อันล้ำค่ามีชีวิต เปล่งประกายออกมาในทุกรายละเอียด ตัวผิวหนังสะท้อนถึงรากฐานที่มั่นคงของบุลการีมากกว่าที่เคย ทั้งยังสะท้อนสไตล์อิตาเลียนและความล้ำสมัยที่เป็นเอกลักษณ์อันไม่มีใครเหมือน ไอคอนที่คิดขึ้นใหม่นี้ไม่เพียงแต่สืบสานมรดกอันล้ำค่าจากอดีต แต่ยังขยายออกไปสู่อนาคต โดยไม่ยึดติดกับแฟชั่นและกาลเวลา

ฟาบริซิโอ บวนนามาสซา สติหยิอานี ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบนาฬิกาของบุลการี กล่าวว่า

“เอเทอร์นาเป็นมากกว่าเรือนเวลาหรือเครื่องประดับ ผลงานชิ้นนี้เป็นการแสดงออกถึงวิสัยทัศน์อันล้ำสมัยของบุลการีในระดับสูงสุด ผมต้องการที่จะนำเอาดีเอ็นเอของเซอร์เพนติมากลั่นจนเห็นเนื้อแท้แล้วนำเสนอมันออกไปในอนาคต”

ผลงานชิ้นนี้มีลักษณะเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ไม่มีตาหรือเกล็ด ไม่มีลูกเล่นซับซ้อน มีเพียงรูปร่างพื้นฐานของงูที่สะกดผู้ชมด้วยความรู้สึกที่มีพลังและการควบคุม การออกแบบจากทองล้ำค่าและการประดับเพชรอย่างพิถีพิถันทำให้มันดูสง่างามและเต็มไปด้วยความหรูหรา โอบรัดรอบข้อมือด้วยกำไลที่สะท้อนความอ่อนช้อยและความงามอย่างไม่มีที่ติ

การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ของผลงานอันเป็นเอกลักษณ์

ตั้งแต่ปี 1948 เซอร์เพนติได้ถูกคิดค้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนถึงแก่นแท้แห่งการเกิดใหม่ของความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด มันล่อลวง ชวนให้หลงใหล และสร้างความปรารถนาในตัวผู้ชมอย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับ ทูโบกาส (Tubogas) ที่ยืดหยุ่นและขดตัวรอบข้อมือ ราวกับภาพกราฟิกและประติมากรรมที่ไร้ขอบเขต ในปี 2020 เซดูโตริ (Seduttori) ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างสง่างาม แต่ยังคงรักษากลไกทูร์บิญองที่โดดเด่นเอาไว้

ในปี 2022 มิสเตริโอซี (Misteriosi) ได้แสดงถึงความสำเร็จทางเทคนิคในรูปแบบของ พิคโคลิซซิโม บีวีแอล คาลิเบอร์ 100 ซึ่งย่อขนาดของกลไกได้อย่างลงตัว ถือเป็นการย่อสัดส่วนได้เล็กลงจนกลายเป็นสถิติใหม่ที่น่าทึ่ง ตอนนี้ เลดี้ โซโลเทมโป (Lady Solotempo) ซึ่งเป็นนาฬิกากลไกอัตโนมัติที่บุลการีประดิษฐ์ขึ้นเองทั้งหมด ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการตีความใหม่ของ เซดูโตริ และ ทูโบกาส รวมถึงเรือนเวลารุ่นอื่นๆ ที่จะเปิดตัวในปี 2025

การเปิดตัวเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพื่อเฉลิมฉลองเกียรติของงูที่เป็นสัญลักษณ์อันสำคัญของบุลการี แต่ยังเป็นการฟื้นฟูวิธีการสร้างสรรค์นาฬิกาเชิงกลไกสำหรับผู้หญิง โดยยังคงรักษาความสง่างามและการประดิษฐ์ที่ละเอียดอ่อน

วันนี้ เอเทอร์นา ได้ขยายขอบเขตการออกแบบไปอีกขั้น การออกแบบของมันไม่เพียงแต่สะท้อนถึงรูปลักษณ์ของงูเท่านั้น แต่ยังเป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณและพลังของงูอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งในแง่ของสไตล์ ความสร้างสรรค์ และความล้ำเลิศของการออกแบบ

ศิลปะอันประณีตแห่งการออกแบบ

“ฉันชอบที่จะออกแบบในสไตล์ร่วมสมัยที่บริสุทธิ์ ตกแต่งเพียงเล็กน้อย เพื่อวาดเส้นที่สื่อสารถึงภาษาแห่งความเป็นนิรันดร์” ฟาบริซิโอ บวนนามาสซา สติหยิอานี ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบนาฬิกาของบุลการี

ออคโต ฟินิสซิโม (Octo Finissimo) เป็นการแสดงออกที่สมบูรณ์แบบของภารกิจในการออกแบบครั้งนี้ ผ่านรูปทรงที่แน่นอนและการแปรเปลี่ยนเป็น เซอร์เพนติ ในที่สุด ฟาบริซิโอ บวนนามาสซา สติหยิอานี ใช้การลากเส้นเพียงไม่กี่ครั้งในการร่างแบบของ เอเทอร์นา โดยสร้างสรรค์งูที่ถูกกลั่นกรองจนเหลือแต่ส่วนประกอบที่สำคัญที่สุด มีการเคลื่อนไหวเฉพาะตัว และปรับแต่งให้อยู่ในรูปแบบที่ทรงพลังที่สุดด้วยวิสัยทัศน์อันทันสมัย

เอเทอร์นา โอบรัดข้อมือด้วยกำไลขดเดียวที่มีการเคลื่อนไหวลื่นไหลและแสดงความเย้ายวนของทองคำที่สัมผัสผิว วงแหวนทรงเรขาคณิตสว่างไสวในรูปทรงเรียวแหลมมีน้ำหนักและสมดุล สร้างความรู้สึกแข็งแกร่งและสง่างามขึ้นในตัวเครื่องประดับ

เซอร์เพนติ เอเทอร์นา ไม่เพียงแต่กำหนดนิยามของตัวเองในฐานะเครื่องประดับที่มีความงามอันล้ำเลิศ แต่ยังยืนยันถึงลักษณะเฉพาะตัวของกำไลข้อมือที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตและสง่างาม ด้วยดีไซน์ที่สามารถปรับให้เข้ากับสไตล์ของแต่ละบุคคลได้อย่างลงตัว ชิ้นงานนี้ยังสามารถจับคู่กับเครื่องประดับอื่น ๆ ของบุลการีได้อย่างไร้ที่ติ

การออกแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้โอบรัดข้อมืออย่างลงตัว ด้วยกลไกตัวล็อคอันชาญฉลาดที่ได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถัน ใช้เวลาถึง 2 ปีในการพัฒนาจนได้ผลงานที่ทั้งสวยงามตามหลักสุนทรียศาสตร์และสวมใส่ได้อย่างสบาย

เกล็ดหกเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการออกแบบ เซอร์เพนติ ในอดีต ถูกนำมาแกะสลักอย่างประณีตลงบนส่วนโค้งด้านใน ซึ่งมองไม่เห็นจากภายนอก แต่รายละเอียดที่ประดิษฐ์อย่างละเอียดนี้ช่วยตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและใกล้ชิดของ เอเทอร์นา ที่สะท้อนถึงมรดกอันล้ำค่าของ เซอร์เพนติ อย่างสมบูรณ์

ความสง่างามอันเป็นนิรันดร์

บุลการีเปิดตัว เซอร์เพนติ เอเทอร์นา ในสีโรสโกลด์ประดับเพชรที่สะท้อนถึงการตีความเครื่องประดับชั้นสูงในรูปแบบที่ล้ำสมัย และยังมีการออกแบบที่ประณีตในสีไวท์โกลด์ฝังเพชรพาเว่ทั้งเรือน ซึ่งทำให้เครื่องประดับเหล่านี้ส่องสว่างอย่างงดงาม เปรียบเสมือนหิมะที่ปกคลุม ผิวที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันยังประดับไปตามแนวกระดูกสันหลังยาวไปจนถึงปลายหางของงู ซึ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์และความลุ่มลึกให้กับชิ้นงานนี้

ในรุ่นไวท์โกลด์นั้น อัญมณีขนาดใหญ่ช่วยสร้างเอกเฟกต์สามมิติที่ทำให้เครื่องประดับดูมีมิติและสวยงามมากขึ้น เพิ่มความลึกซึ้งและความน่าหลงใหลให้กับตัวนาฬิกาได้อย่างลงตัว

เซอร์เพนติ เอเทอร์นา ถือกำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์อันก้าวล้ำ และหัวใจที่แท้จริงของ เซอร์เพนติ ซึ่งเป็นไอคอนอันล้ำสมัยที่มีมรดกสืบทอดที่ควรค่าแก่การสัมผัสในวันนี้ พรุ่งนี้ และตลอดไป ราวกับหยุดเวลาที่ยังคงเดินอยู่แต่ยังคงมีความงดงามไร้กาลเวลา

กลไก
กลไกจักรกลบางพิเศษ บีวีเอฟ 900 ทูร์บิญอง พร้อมการไขลานด้วยมือ
ตัวเรือนขนาด 40 มม. ได้รับการสลักขอบตัวเรือนอย่างพิถีพิถัน โดยขอบตัวเรือนและตัวเรือนตรงกลางทำจากไททาเนียมพ่นทราย ส่วนแผ่นหลักออกแบบจากทังสเตนคาร์ไบด์ วงล้อสำหรับไขลานและตั้งเวลาออกแบบจากสเตนเลสสตีลที่ผ่านการขัดแบบวงกลม กลไกเฟืองเหล็กได้รับการตกแต่งและขัดแบบวงกลม พร้อมการสลักลายเรขาคณิตที่สะท้อนถึงความประณีต

สายนาฬิกาทำจากไททาเนียมพ่นทราย พร้อมบัคเคิลพับได้หนา 1.50 มม. ตัวนับชั่วโมงและนาทีทำจากทองเหลืองพ่นทรายพร้อมเคลือบ ดีแอลซี แอนทราไซต์ เพื่อความทนทานและล้ำสมัย เข็มนาฬิกาถูกออกแบบจากทองเหลืองขัดเงาและเคลือบโรเดียมเพิ่มความเงางามและความแม่นยำ

กลไก
กลไกควอตซ์ ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือนสีโรสโกลด์ที่มีรูปทรงโค้งมน ประดับเพชรทรงกลมแบบบรีเลียนท์คัท เม็ดมะยมสีโรสโกลด์ประดับเพชรและเพชรเจียระไนแบบบรีเลียนท์คัท กำไลข้อมือสีโรสโกลด์ประดับเพชร มีให้เลือก 2 ขนาด: 104205 (S) ขนาด 145 มม. และ 104280 (L) ขนาด 155 มม. หน้าปัดฝังเพชรพาเว่แบบบรีเลียนท์คัท พร้อมเข็มนาฬิกาโรสโกลด์

กลไก
กลไกควอตซ์ ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือนมีลักษณะโค้งมน ขอบตัวเรือนออกแบบจากทองคำขาวและประดับเพชรทรงกลมแบบบรีเลียนท์คัท เม็ดมะยมทองคำขาวประดับด้วยเพชรและเพชรเจียระไนทรงมรกตแบบบรีเลียนท์คัท กำไลข้อมือทำจากทองคำขาวและประดับเพชรอย่างพิถีพิถัน ขนาด (S): 155 มม. หน้าปัดฝังเพชรพาเว่แบบบรีเลียนท์คัท เข็มนาฬิกามีสีเขียวที่เพิ่มความโดดเด่นและมีเสน่ห์

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ / ที่มา: Bulgari

Share post:

More like this

ความเรียบง่าย  ฟังก์ชัน และงานฝีมืออันเป็นเลิศ Laurent Ferrier Classic Auto Horizon

เจาะลึกรายละเอียดน่าสนใจใน Laurent Ferrier Classic Auto Horizon นับตั้งแต่ Laurent Ferrier ได้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาอิสระโดยใช้ชื่อของตัวเองที่นครเจนีวา...

H. Moser & Cie. อัพเดตคอลเลกชัน Streamliner ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ 2 เวอร์ชัน

H. Moser & Cie. Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen ความมินิมัลนั้นกลายเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา...

การกลับมาของ Frederique Constant Classic QP พร้อมดีไซน์ที่เปี่ยมไปด้วยความประณีต

Frederique Constant เปิดตัว Classic Perpetual Calendar รุ่นใหม่ที่ Watches and Wonders 2025 พร้อมการปรับดีไซน์ที่ละเอียดอ่อนและกลไก FC-776 automatic movement ที่ให้ความเสถียรและน่าเชื่อถือมากขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานจริงด้วยพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง

Alpina เปิดตัวสุดยอดนาฬิกาที่จะสะกดทุกสายตาในงาน Watches and Wonders 2025 

Alpina เปิดตัวสองรุ่นใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจในงาน Watches and Wonders 2025 ซึ่งรวมถึง Alpiner Extreme Automatic Ice Blue และ Alpina Heritage Tropic-Proof Handwinding ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบคลาสสิกในปี 1965 พร้อมกับการพัฒนาและฟีเจอร์ที่ทันสมัย